<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>KKOOL DESiGN</title>
	<atom:link href="http://www.kkooldesign.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.kkooldesign.com</link>
	<description>Web Design &#38; Development • Creative • Lifestyle</description>
	<pubDate>Mon, 26 Dec 2011 01:58:52 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.6.2</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>รู้หรือไม่? เมื่อลูกค้ากด “Like” พวกเขาหมายถึงอะไร…</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/12/26/meaning-like-marketing/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/12/26/meaning-like-marketing/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Dec 2011 01:58:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[facebook]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1640</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อพูดถึงคำว่า “Like” เชื่อเหลือเกินว่าวันนี้ หลายคนต้องนึกถึงการกด Like บน Facebook เครือข่ายสังคมออนไลน์หมายเลขหนึ่งของโลก ณ ปัจจุบันนี้ และเชื่อว่ามันคือสิ่งที่หลายคนที่อยู่บนโลกไซเบอร์ ทำกันอยู่เป็นประจำแน่ๆ แต่คุณรู้กันหรือไม่ครับว่า สำหรับทางการตลาดการที่ลูกค้าหรือผู้ใช้งานเข้ามากด Like บนหน้าเพจของผู้ให้บริการหรือแบรนด์สินค้าใดๆ มันจะมีความหมายว่าอะไรได้บ้าง เราลองไปติดตามกันดูให้เป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่กำลังใช้ Facebook ทำการตลาดกันครับ…
ปัจจุบันหลายต่อหลายแบรนด์สินค้า หรือบริษัทต่างๆ นำการกด Like มาเป็นหนึ่งใน KPI ในการวัดความนิยมของตัวเอง โดยพวกเขามีกลยุทธ์หลากหลายที่จะให้ลูกค้ามากด Like ให้บนเพจหรือคอมเมนต์ใดๆ แต่ในมุมมองของลูกค้า การกด Like นั้น บางครั้งก็มิได้ทำไปเพื่อส่วดลด ของแถม หรือรายการส่งเสริมการขายแต่อย่างใด กลับกลายเป็นหลากหลายความคิดเห็นต่างๆ มากมาย
จากการทำสำรวจพบว่าร้อยละ 57 ของกลุ่มตัวอย่าง กด Like เมื่ออ่านความคิดเห็นใดๆ แล้วรู้สึกได้ว่าเห็นด้วยหรือมีแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน รองลงมาคือการที่พวกเขาอยากที่จะได้ยินความคิดเห็นเหล่านั้นมากถึงร้อยละ 41 เลยทีเดียว

การกด Like ที่เกิดจากกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มที่รักและภักดีในแบรนด์เหล่านั้น มีเพียงร้อยละ 24 เท่านั้น ส่วนกลุ่มที่กด Like เพื่อการได้สิทธิพิเศษ หรือของรางวัลนั้นมีเพียงร้อยละ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงคำว่า “Like” เชื่อเหลือเกินว่าวันนี้ หลายคนต้องนึกถึงการกด Like บน Facebook เครือข่ายสังคมออนไลน์หมายเลขหนึ่งของโลก ณ ปัจจุบันนี้ และเชื่อว่ามันคือสิ่งที่หลายคนที่อยู่บนโลกไซเบอร์ ทำกันอยู่เป็นประจำแน่ๆ แต่คุณรู้กันหรือไม่ครับว่า สำหรับทางการตลาดการที่ลูกค้าหรือผู้ใช้งานเข้ามากด Like บนหน้าเพจของผู้ให้บริการหรือแบรนด์สินค้าใดๆ มันจะมีความหมายว่าอะไรได้บ้าง เราลองไปติดตามกันดูให้เป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่กำลังใช้ Facebook ทำการตลาดกันครับ…</p>
<p>ปัจจุบันหลายต่อหลายแบรนด์สินค้า หรือบริษัทต่างๆ นำการกด Like มาเป็นหนึ่งใน KPI ในการวัดความนิยมของตัวเอง โดยพวกเขามีกลยุทธ์หลากหลายที่จะให้ลูกค้ามากด Like ให้บนเพจหรือคอมเมนต์ใดๆ แต่ในมุมมองของลูกค้า การกด Like นั้น บางครั้งก็มิได้ทำไปเพื่อส่วดลด ของแถม หรือรายการส่งเสริมการขายแต่อย่างใด กลับกลายเป็นหลากหลายความคิดเห็นต่างๆ มากมาย</p>
<p>จากการทำสำรวจพบว่าร้อยละ 57 ของกลุ่มตัวอย่าง กด Like เมื่ออ่านความคิดเห็นใดๆ แล้วรู้สึกได้ว่าเห็นด้วยหรือมีแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน รองลงมาคือการที่พวกเขาอยากที่จะได้ยินความคิดเห็นเหล่านั้นมากถึงร้อยละ 41 เลยทีเดียว</p>
<p><a rel="fancybox" href="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2011/12/market-analyse-like.gif" class="lightview" rel="gallery[1640]"><img class="aligncenter size-full wp-image-16213" title="market-analyse-like" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2011/12/market-analyse-like.gif" alt="" width="325" height="368" /></a></p>
<p>การกด Like ที่เกิดจากกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มที่รักและภักดีในแบรนด์เหล่านั้น มีเพียงร้อยละ 24 เท่านั้น ส่วนกลุ่มที่กด Like เพื่อการได้สิทธิพิเศษ หรือของรางวัลนั้นมีเพียงร้อยละ 33 ของกลุ่มตัวอย่างเท่านั้นเอง ซึ่งตัวเลขนี้คงทำให้หลายแบรนด์หรือบริษัทที่คิดจะเอาของรางวัลมาล่อต้องคิดหนักหน่อยครับ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่านี่คือผลสำรวจกับกลุ่มประชากรจากต่างประเทศ <strong>มิใช่ </strong>ผลสำรวจจากผู้ใช้งานในประเทศไทย เพราะฉะนั้นหากใครจะวางแผนการตลาดด้วยการนำการกด Like มาเป็นเครื่องมือ คงต้องศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้งานในไทย ซึ่งก็เป็นไปได้ที่จะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไปจากผลสำรวจที่ออกมานะครับ</p>
<p>นี่เป็นเพียงอีกหนึ่งการสำรวจที่พวกเรา thumbsupTH นำมาฝากบรรดาผู้ประกอบการที่สนใจการตลาดออนไลน์ อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่ต้องการเผยแพร่ข้อมูลบริษัทธุรกิจดิจิตอล ยิ่งโดยเฉพาะผู้ริเริ่มหน้าใหม่ เราพร้อมจะสนับสนุนพวกคุณเต็มที่ ติดต่อกันเข้ามานะครับ เวทีแห่งนี้เปิดกว้างสำหรับพวกคุณอยู่แล้วล่ะครับ…</p>
<p>Credit : <a href="http://thumbsup.in.th/2011/12/meaning-like-marketing/" target="_blank">http://thumbsup.in.th/2011/12/meaning-like-marketing</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/12/26/meaning-like-marketing/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บริการใหม่ !!!  KKOOL DESiGN : Social Network Marketing (Facebook, Fanpage)</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/11/18/social-network-marketing-facebook-fanpage/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/11/18/social-network-marketing-facebook-fanpage/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Nov 2011 14:59:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[facebook]]></category>

		<category><![CDATA[fanpage]]></category>

		<category><![CDATA[รับดูแล]]></category>

		<category><![CDATA[รับออกแบบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1633</guid>
		<description><![CDATA[
บริการใหม่ !!!  KKOOL DESiGN : Social Network Marketing (Facebook, Fanpage)
รับออกแบบ แก้ไข ดูแล โปรโมท facebook fanpage พร้อมเพิ่ม App ต่างๆ เพื่อความน่าสนใจ โดดเด่นและแตกต่างสำหรับการประชาสัมพันธ์ธุรกิจของท่าน ให้เกิดความน่าสนใจไมเหมือนใคร ในราคาที่คุ้มค่า เหมาะสม ถ้ามีเว็บไซต์แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาส่งข้อมูล เราสามารถดึงข้อมูลจากเว็บได้เลย พร้อมให้คำปรึกษาด้านการทำการตลาด Facebook Social Network Marketing
รับออกแบบ fanpage Facebook 
ด่วน!!! Online ได้ภายใน 24 ชั่วโมง
พร้อมโปรโมทและดูแลให้ฟรี (3 เดือน)
- ไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่อง Hosting และ Domain Name
- ดูแลและจัดการข้อมูล รูปภาพได้ง่าย ด้วยตัวคุณเอง
- เข้าถึงกลุ่มลูกค้าและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- สามารถดูสถิติต่างๆได้
สนใจติดต่อสอบถาม คุณเอ๋ 089-781-6580
หรือ aunchun@kkooldesign.com
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-1637" title="276497_122609487787792_503853458_n1" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2011/11/276497_122609487787792_503853458_n1.jpg" alt="" width="180" height="450" /></p>
<p><span style="font-size: medium;"><strong>บริการใหม่ !!!  KKOOL DESiGN : Social Network Marketing (Facebook, Fanpage)</strong></span><br />
รับออกแบบ<span> </span>แก้ไข<span> </span>ดูแล<span> </span>โปรโมท<span> facebook fanpage </span>พร้อมเพิ่ม<span> App </span>ต่างๆ<span> </span>เพื่อความน่าสนใจ<span> </span>โดดเด่นและแตกต่างสำหรับการประชาสัมพันธ์ธุรกิจของท่าน ให้เกิดความน่าสนใจไมเหมือนใคร ในราคาที่คุ้มค่า เหมาะสม ถ้ามีเว็บไซต์แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาส่งข้อมูล เราสามารถดึงข้อมูลจากเว็บได้เลย พร้อมให้คำปรึกษาด้านการทำการตลาด Facebook Social Network Marketing</p>
<p><span style="font-size: medium;"><strong>รับออกแบบ fanpage Facebook </strong></span></p>
<p><strong>ด่วน!!! Online ได้ภายใน 24 ชั่วโมง</strong></p>
<p>พร้อมโปรโมทและดูแลให้ฟรี (3 เดือน)</p>
<p>- ไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่อง Hosting และ Domain Name</p>
<p>- ดูแลและจัดการข้อมูล รูปภาพได้ง่าย ด้วยตัวคุณเอง</p>
<p>- เข้าถึงกลุ่มลูกค้าและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>- สามารถดูสถิติต่างๆได้</p>
<p>สนใจติดต่อสอบถาม คุณเอ๋ 089-781-6580</p>
<p>หรือ aunchun@kkooldesign.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/11/18/social-network-marketing-facebook-fanpage/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้ใช้ Facebook มีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์อย่างไร..?</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/10/16/how-does-facebook-users-interact-with-brands/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/10/16/how-does-facebook-users-interact-with-brands/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 Oct 2011 14:25:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[facebook]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1628</guid>
		<description><![CDATA[
ผู้ใช้ Facebook มีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์อย่างไร..?
จากการศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 1,500 คน Exact Target ให้ข้อสรุปว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ Facebook เป็นแฟน (like) ของแบรนด์ใดๆ เกิดจาก
• 40% ติดตามเพื่อรับส่วนลดและโปรโมชั่น (สำคัญที่สุดของผู้บริโภค)
• 39% ติดตามเพราะแสดงความชื่นชอบในแบรนด์ (ความภักดียังใช้ได้เสมอ)
• 36% ติดตามเพราะหวังของแจก
• 34% ติดตามข่าวคราวและกิจกรรมของแบรนด์
• 33% ติดตามข่าวคราวสินค้าใหม่ๆ
• 30% ติดตามข่าวคราวการลดราคา
• 29% ติดตามเพื่อความสนุกสนาน
• 25% ติดตามเพราะต้องการเข้าถึงข้อมูลพิเศษ
• 22% ติดตามเพราะเพื่อนชักชวน (อิทธิพลของคนรอบข้าง)
• 21% ติดตามเพื่อทำความรู้จักแบรนด์ใหม่ๆ
• 13% ติดตามเพื่อศึกษาความรู้ที่เกี่ยวกับธุรกิจของแบรนด์
• 13% ติดตามเพื่อมีปฏิสัมพันธ์ (เลขนี้น่าสนใจเพราะเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ)
ถ้าดูสัดส่วนจริงๆ แล้ว ผู้ใช้ Facebook ส่วนใหญ่ต้องการส่วนลด, โปรโมชั่น, ของแจก, ข่าวการลดราคา ในขณะที่ส่วนน้อยมากๆ ที่ติดตามเพื่อต้องการโต้ตอบกับแบรนด์
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-1630" title="facebook" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2011/11/facebook_offices_01.jpg" alt="" width="400" height="300" /></p>
<p><span>ผู้ใช้ Facebook มีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์อย่างไร..?<br />
จากการศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 1,500 คน Exact Target ให้ข้อสรุปว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ Facebook เป็นแฟน (like) ของแบรนด์ใดๆ เกิดจาก<br />
• 40% ติดตามเพื่อรับส่วนลดและโปรโมชั่น (สำคัญที่สุดของผู้บริโภค)<br />
• 39% ติดตามเพราะแสดงความชื่นชอบในแบรนด์ (ความภักดียังใช้ได้เสมอ)<br />
• 36% ติดตามเพราะหวังของแจก<br />
• 34% ติดตามข่าวคราวและกิจกรรมของแบรนด์<br />
• 33% ติดตามข่าวคราวสินค้าใหม่ๆ<br />
• 30% ติดตามข่าวคราวการลดราคา<br />
• 29% ติดตามเพื่อความสนุกสนาน<br />
• 25% ติดตามเพราะต้องการเข้าถึงข้อมูลพิเศษ<br />
• 22% ติดตามเพราะเพื่อนชักชวน (อิทธิพลของคนรอบข้าง)<br />
• 21% ติดตามเพื่อทำความรู้จักแบรนด์ใหม่ๆ<br />
• 13% ติดตามเพื่อศึกษาความรู้ที่เกี่ยวกับธุรกิจของแบรนด์<br />
• 13% ติดตามเพื่อมีปฏิสัมพันธ์ (เลขนี้น่าสนใจเพราะเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ)</span></p>
<p>ถ้าดูสัดส่วนจริงๆ แล้ว ผู้ใช้ Facebook ส่วนใหญ่ต้องการส่วนลด, โปรโมชั่น, ของแจก, ข่าวการลดราคา ในขณะที่ส่วนน้อยมากๆ ที่ติดตามเพื่อต้องการโต้ตอบกับแบรนด์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/10/16/how-does-facebook-users-interact-with-brands/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>กราฟเมพๆด้วย html5</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/09/27/beautiful-graph-with-html5/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/09/27/beautiful-graph-with-html5/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Sep 2011 08:16:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Web Design &amp; Web Develope]]></category>

		<category><![CDATA[graph]]></category>

		<category><![CDATA[html5]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1622</guid>
		<description><![CDATA[
กราฟเมพๆด้วย html5
http://www.webresourcesdepot.com/powerful-html5-graph-library-rgraph/
http://www.splashnology.com/article/15-awesome-free-javascript-charts/325/
http://ranjith.zfs.in/rgraph-powerfull-html-5-graph-library/
พี่จะเมพไปไหนกันครับ แต่ก็ดีผมชอบ
เขียน JSON เพลินเลย
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2011/09/graph.png" class="lightview" rel="gallery[1622]"><img class="alignnone size-full wp-image-1624" title="graph1" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2011/09/graph1.png" alt="" width="483" height="385" /></a></p>
<p><a href="http://webdesigneraid.com/html5-canvas-graphing-solutions-every-web-developers-must-know/" target="_blank">กราฟเมพๆด้วย html5</a></p>
<p><a href="http://www.webresourcesdepot.com/powerful-html5-graph-library-rgraph/">http://www.webresourcesdepot.com/powerful-html5-graph-library-rgraph/</a></p>
<p><a href="http://www.splashnology.com/article/15-awesome-free-javascript-charts/325/">http://www.splashnology.com/article/15-awesome-free-javascript-charts/325/</a></p>
<p><a href="http://ranjith.zfs.in/rgraph-powerfull-html-5-graph-library/">http://ranjith.zfs.in/rgraph-powerfull-html-5-graph-library/</a></p>
<p>พี่จะเมพไปไหนกันครับ แต่ก็ดีผมชอบ</p>
<p>เขียน JSON เพลินเลย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/09/27/beautiful-graph-with-html5/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>iMagazine บริการสร้าง Interactive Magazine บน iPad</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/08/08/imagazine-interactive-magazine-on-ipad-by-k2/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/08/08/imagazine-interactive-magazine-on-ipad-by-k2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Aug 2011 10:12:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ipad application]]></category>

		<category><![CDATA[รับพัฒนา magazine on ipad]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1619</guid>
		<description><![CDATA[
iMagazine : Interactive Magazine on iPad by K2
iMagazine คือ Interactive Magazine บน iPad
โดยสร้างสรรค์ความสามารถในการแสดง Content ต่างๆให้กับ
นิตยสาร, Personal Presentation, Sale Kits หรือเอกสารอื่นๆของคุณให้มีความน่าสนใจและดึงดูดความสนใจของลูกค้าคุณได้
ไม่ว่าจะเป็น แกลลอรี่ภาพถ่าย / วีดีโอ / เสียง / แถบข้อความ
 Feature หลัก:
Photo Gallery
ระบบจัดการแกลลอรี่รูปภาพ
Video
การใส่ Video
Audio
การควบคุมเสียง
Register
ระบบสมัครสมาชิก
Booking Online
รองรับระบบจองออนไลน์
และพร้อมส่ง Email ให้กับคุณหรือลูกค้าของคุณได้
Link WWW
การเปิดหน้าเว็บ
Google Map
การเปิดแผนที่ผ่าน Google Map
Social Network (FB, TW)
การใช้งานร่วมกับ Social Network เช่น Facebook และ Twitter
ติดต่อสอบถาม : 089-5232721 K. คม
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-1620" title="1s" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2011/08/1s.jpg" alt="" width="500" height="654" /></p>
<p><strong>iMagazine : Interactive Magazine on iPad by K2</strong></p>
<p>iMagazine คือ Interactive Magazine บน iPad<br />
โดยสร้างสรรค์ความสามารถในการแสดง Content ต่างๆให้กับ<br />
นิตยสาร, Personal Presentation, Sale Kits หรือเอกสารอื่นๆของคุณให้มีความน่าสนใจและดึงดูดความสนใจของลูกค้าคุณได้<br />
ไม่ว่าจะเป็น แกลลอรี่ภาพถ่าย / วีดีโอ / เสียง / แถบข้อความ</p>
<p> Feature หลัก:</p>
<p>Photo Gallery<br />
ระบบจัดการแกลลอรี่รูปภาพ</p>
<p>Video<br />
การใส่ Video</p>
<p>Audio<br />
การควบคุมเสียง</p>
<p>Register<br />
ระบบสมัครสมาชิก</p>
<p>Booking Online<br />
รองรับระบบจองออนไลน์<br />
และพร้อมส่ง Email ให้กับคุณหรือลูกค้าของคุณได้</p>
<p>Link WWW<br />
การเปิดหน้าเว็บ</p>
<p>Google Map<br />
การเปิดแผนที่ผ่าน Google Map</p>
<p>Social Network (FB, TW)<br />
การใช้งานร่วมกับ Social Network เช่น Facebook และ Twitter</p>
<p>ติดต่อสอบถาม : 089-5232721 K. คม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/08/08/imagazine-interactive-magazine-on-ipad-by-k2/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บริการใหม่ !!! จาก KKOOL DESiGN รับพัฒนา application บน iPhone, iPad</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/06/20/ios-development-services/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/06/20/ios-development-services/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Jun 2011 03:36:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[development]]></category>

		<category><![CDATA[ipad]]></category>

		<category><![CDATA[iPhone]]></category>

		<category><![CDATA[ipod touch]]></category>

		<category><![CDATA[พัฒนา app]]></category>

		<category><![CDATA[รับพัฒนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1614</guid>
		<description><![CDATA[
บริการใหม่ !!! จาก KKOOL DESiGN
รับพัฒนา iphone app รับเขียน application บน iPhone, iPad
ทั้ง application และ Game บน iPhone
iOS Development service :
iPhone, iPad, iPod Touch
รับทำ Application เฉพาะกลุ่ม ที่ไม่ต้องนำขึ้น iTune
เป็น Application เฉพาะกลุ่มในองค์กร
รับพัฒนา Program ที่ใช้เฉพาะภายในองค์กร
เช่น Presentation สำหรับให้ Sale ไปนำเสนอลูกค้าด้วย iPad
เพื่อเสริมภาพลักษณ์และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า
รับปรึกษาและพัฒนาระบบเพื่อเชื่อมโยง iOS+Web Application+Social Network
เพื่อการขยายฐานลูกค้าและในส่วนของการทำ e-Marketing
รับพัฒนา Game บน iPhone, iPad เพื่องานด้าน Marketing
วิเคราะห์ วางแผน และให้คำปรึกษาในการพัฒนาเกมเพื่อให้เหมาะสมกับงานด้าน Marketing และ Social Network
จากทีมงานพัฒนาเว็บมืออาชีพ ด้วยประสบการณ์และการทำงานจริงกว่า 8 ปี
ผลงานบน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://None"><img class="alignnone size-full wp-image-1615" title="ios-development-iphone-ipad" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2011/06/iosdev.png" alt="" width="500" height="300" /></a></strong></p>
<p><strong>บริการใหม่ !!! จาก KKOOL DESiGN</strong><br />
รับพัฒนา iphone app รับเขียน application บน iPhone, iPad<br />
ทั้ง application และ Game บน iPhone</p>
<p>iOS Development service :<br />
iPhone, iPad, iPod Touch</p>
<p>รับทำ Application เฉพาะกลุ่ม ที่ไม่ต้องนำขึ้น iTune<br />
เป็น Application เฉพาะกลุ่มในองค์กร</p>
<p>รับพัฒนา Program ที่ใช้เฉพาะภายในองค์กร<br />
เช่น Presentation สำหรับให้ Sale ไปนำเสนอลูกค้าด้วย iPad<br />
เพื่อเสริมภาพลักษณ์และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า</p>
<p>รับปรึกษาและพัฒนาระบบเพื่อเชื่อมโยง iOS+Web Application+Social Network<br />
เพื่อการขยายฐานลูกค้าและในส่วนของการทำ e-Marketing</p>
<p>รับพัฒนา Game บน iPhone, iPad เพื่องานด้าน Marketing<br />
วิเคราะห์ วางแผน และให้คำปรึกษาในการพัฒนาเกมเพื่อให้เหมาะสมกับงานด้าน Marketing และ Social Network</p>
<p>จากทีมงานพัฒนาเว็บมืออาชีพ ด้วยประสบการณ์และการทำงานจริงกว่า 8 ปี</p>
<p>ผลงานบน iTune<br />
<a href="http://itunes.apple.com/us/app/goldpriceth/id442655763?mt=8">http://itunes.apple.com/us/app/goldpriceth/id442655763?mt=8</a><br />
<a href="http://itunes.apple.com/us/app/cattower/id406078414?mt=8">http://itunes.apple.com/us/app/cattower/id406078414?mt=8</a><br />
<a href="http://itunes.apple.com/us/app/get-the-food/id423337876?mt=8">http://itunes.apple.com/us/app/get-the-food/id423337876?mt=8</a></p>
<p>Update งาน Conrad Bankok Hotel: iPad<br />
<iframe width="560" height="349" src="http://www.youtube.com/embed/dDL40vZD2tg" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/06/20/ios-development-services/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Free Vector : Web Icons And Wifi Symbols</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/03/29/free-vector-web-icons-and-wifi-symbols/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/03/29/free-vector-web-icons-and-wifi-symbols/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Mar 2011 01:46:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Web Design &amp; Web Develope]]></category>

		<category><![CDATA[free vector]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1611</guid>
		<description><![CDATA[
Link :  Web Icons And Wifi Symbols
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-1612" title="Web Icons And Wifi Symbols" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2011/03/screen-capture-12.png" alt="" width="214" height="212" /></p>
<p>Link : <a href="http://www.getfreebieshere.co.uk/2009/06/05/web-icons-and-wifi-symbols/" target="_blank"> Web Icons And Wifi Symbols</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/03/29/free-vector-web-icons-and-wifi-symbols/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Wallaby : Convert fla to html5</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/03/10/wallaby-convert-fla-to-html5/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/03/10/wallaby-convert-fla-to-html5/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Mar 2011 01:44:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Flash Actionscript &amp; Design]]></category>

		<category><![CDATA[Web Design &amp; Web Develope]]></category>

		<category><![CDATA[adobe]]></category>

		<category><![CDATA[fla]]></category>

		<category><![CDATA[html5]]></category>

		<category><![CDATA[wallaby]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1606</guid>
		<description><![CDATA[
เจ้าจิงโจ้น้อย Wallaby โปรแกรมหน้าตาบ้านๆจาก Adobe Labs
แต่ความสามารถไม่ได้บ้านด้วยเลย
เพราะมันสามารถแปลไฟล์ Flash (fla) มาเป็น html5 ง่ายๆซะงั้น
โดย Gen ออกมาเป็น .html .js ที่มี jQuery เป็นตัวขับเคลื่อน
จากกาทดสอบแล้ว Flash ดาดๆทั่วไปพอได้ แต่ถ้า actionscript ล้ำลึกมากก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน
ยังคงต้องได้รับการพัฒนาอีกพอสมควร
ลองไป DL มาลองกันเนอะ Wallaby
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-1607" title="wallaby" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2011/03/wallaby.jpg" alt="" width="500" height="364" /></p>
<p>เจ้าจิงโจ้น้อย Wallaby โปรแกรมหน้าตาบ้านๆจาก Adobe Labs<br />
แต่ความสามารถไม่ได้บ้านด้วยเลย<br />
เพราะมันสามารถแปลไฟล์ Flash (fla) มาเป็น html5 ง่ายๆซะงั้น<br />
โดย Gen ออกมาเป็น .html .js ที่มี jQuery เป็นตัวขับเคลื่อน<br />
จากกาทดสอบแล้ว Flash ดาดๆทั่วไปพอได้ แต่ถ้า actionscript ล้ำลึกมากก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน<br />
ยังคงต้องได้รับการพัฒนาอีกพอสมควร<br />
ลองไป DL มาลองกันเนอะ <a href="http://labs.adobe.com/downloads/wallaby.html" target="_blank">Wallaby</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/03/10/wallaby-convert-fla-to-html5/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บริกาตั้งเวลาส่งอีเมล์ให้กับฟรีอีเมล์ไม่ว่าจะเป็น Hotmail, Gmail หรือ Yahoo mail</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/03/07/email-timer-for-free-email/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/03/07/email-timer-for-free-email/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 07 Mar 2011 02:45:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[email timer]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1602</guid>
		<description><![CDATA[
บริกาตั้งเวลาส่งอีเมล์ให้กับฟรีอีเมล์อื่นๆไม่ว่าจะเป็น Hotmail, Gmail หรือ Yahoo mail
http://www.lettermelater.com
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2011/03/lettermelater.jpg" class="lightview" rel="gallery[1602]"><img class="alignnone size-full wp-image-1604" title="lettermelater" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2011/03/lettermelater1.jpg" alt="" width="500" height="201" /></a></p>
<p>บริกาตั้งเวลาส่งอีเมล์ให้กับฟรีอีเมล์อื่นๆไม่ว่าจะเป็น Hotmail, Gmail หรือ Yahoo mail<br />
<a href="http://www.lettermelater.com" target="_blank">http://www.lettermelater.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/03/07/email-timer-for-free-email/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Friday Music : So nice ปิด summer ไปเที่ยวทะเลกันเถอะ</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/03/04/friday-music-so-nice/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/03/04/friday-music-so-nice/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Mar 2011 02:15:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[Bebel Gilberto]]></category>

		<category><![CDATA[so nice]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1600</guid>
		<description><![CDATA[
(Lyrics by Paulo Sérgio Valle, Norman Gimbel)
Someone to hold me tight
That would be very nice
Someone to love me right
That would be very nice
Someone to understand
Each little dream in me
Someone to take my hand
And be a team with me
So nice, life would be so nice
If one day I&#8217;d find
Someone who would take my hand
And samba through [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="current" href="post-new.php"><a href="http://www.kkooldesign.com/2011/03/04/friday-music-so-nice/"><em>Click here to view the embedded video.</em></a></a></p>
<p>(Lyrics by Paulo Sérgio Valle, Norman Gimbel)</p>
<p>Someone to hold me tight<br />
That would be very nice<br />
Someone to love me right<br />
That would be very nice<br />
Someone to understand<br />
Each little dream in me<br />
Someone to take my hand<br />
And be a team with me</p>
<p>So nice, life would be so nice<br />
If one day I&#8217;d find<br />
Someone who would take my hand<br />
And samba through life with me</p>
<p>Someone to cling to me<br />
Stay with me right or wrong<br />
Someone to sing to me<br />
Some little samba song<br />
Someone to take my heart<br />
And give his heart to me<br />
Someone who&#8217;s ready to<br />
Give love a start with me</p>
<p>Oh yeah, that would be so nice<br />
I could see you and me, that would be nice</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/03/04/friday-music-so-nice/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ดง Template : Drupal, Joomla, Wordpress</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/03/03/cool-collection-of-cms-based-websites-gallery/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/03/03/cool-collection-of-cms-based-websites-gallery/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Mar 2011 02:19:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Web Design &amp; Web Develope]]></category>

		<category><![CDATA[drupal]]></category>

		<category><![CDATA[joomla]]></category>

		<category><![CDATA[template]]></category>

		<category><![CDATA[Wordpress]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1597</guid>
		<description><![CDATA[
Today, developing a site in manual format is just measured as old  culture. It is the era of content management system. From the developer  to novice everybody loves to use CMS based websites, because the  invention of different CMS is to provide more user friendly interface  for the owner and users.
In [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-1598" title="1195" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2011/03/1195.jpg" alt="" width="500" height="207" /></p>
<p>Today, developing a site in manual format is just measured as old  culture. It is the era of content management system. From the developer  to novice everybody loves to use CMS based websites, because the  invention of different CMS is to provide more user friendly interface  for the owner and users.</p>
<p>In some persons’ mind, there have been a wrong thought that the CMS  based website designs are not so much gorgeous. So for the designer and  developer, in the web, here creates lots of CMS based websites gallery  who showcases nice and smart CMS based websites. Here I listed some  showcases of 3 most popular CMS (Drupal, Joomla, WordPress) based  websites.</p>
<p>Link : <a href="http://www.geeksucks.com/showcases/cool-collection-of-cms-based-websites-gallery.htm" target="_blank">Cool Collection of CMS Based Websites Gallery</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/03/03/cool-collection-of-cms-based-websites-gallery/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>แนวทางการออกแบบดิจิทัลแมกกาซีน By Kajorn Bhirakit</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/03/02/thai-digital-magazine/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/03/02/thai-digital-magazine/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Mar 2011 02:52:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[digital magazine design]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1593</guid>
		<description><![CDATA[
บทความนี้ แปลและเรียบเรียงจาก Design Decisions for Digital Publishing เขียนโดย Bob Bringhurst เพื่อนคนหนึ่งของ InDesign Thai
โดยในเนื้อหาทั้งหมดจะกล่าวถึงการออกแบบตามแนวทาง ของ Adobe Digital Publishing Suite ที่เป็นระบบของ Adobe ทำงานด้วยโปรแกรม  Adobe InDesign CS5 ซึ่งเราจะมาดูกันว่า แนวทางการออกแบบที่เหมาะสม  และสอดคล้องกับการใช้งาน ควรจะเป็นอย่างไร
เริ่มแรกเราต้องมาทำความเข้าใจเรื่อง Application  ที่จะนำขึ้นเผยแพร่บน Device ต่างๆ กันก่อน ว่าจะเลือกแบบไหน  เมื่อส่งแอพของคุณเข้า Apple Store หรือ Android Market แล้ว  คุณจะพบว่าแมกกาซีนหรือหนังสือต่างต้องการวิธีนำเสนอในแบบฉบับของตัวเอง  ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ รูปแบบสิ่งพิมพ์ที่ตีพิมพ์ครั้งเดียว เช่นสูจิบัตร  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-1594" title="true" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2011/03/true.jpg" alt="" width="327" height="297" /></p>
<p style="clear: both;"><em>บทความนี้ แปลและเรียบเรียงจาก <a href="http://blogs.adobe.com/indesigndocs/2011/02/design-decisions-for-digital-publishing-apps.html">Design Decisions for Digital Publishing </a>เขียนโดย Bob Bringhurst เพื่อนคนหนึ่งของ InDesign Thai</em></p>
<p style="clear: both;">โดยในเนื้อหาทั้งหมดจะกล่าวถึงการออกแบบตามแนวทาง ของ Adobe Digital Publishing Suite ที่เป็นระบบของ Adobe ทำงานด้วยโปรแกรม  Adobe InDesign CS5 ซึ่งเราจะมาดูกันว่า แนวทางการออกแบบที่เหมาะสม  และสอดคล้องกับการใช้งาน ควรจะเป็นอย่างไร</p>
<p style="clear: both;">เริ่มแรกเราต้องมาทำความเข้าใจเรื่อง Application  ที่จะนำขึ้นเผยแพร่บน Device ต่างๆ กันก่อน ว่าจะเลือกแบบไหน  เมื่อส่งแอพของคุณเข้า Apple Store หรือ Android Market แล้ว  คุณจะพบว่าแมกกาซีนหรือหนังสือต่างต้องการวิธีนำเสนอในแบบฉบับของตัวเอง  ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ รูปแบบสิ่งพิมพ์ที่ตีพิมพ์ครั้งเดียว เช่นสูจิบัตร  แคตตาลอค และรูปแบบที่เป็นนิตยสารที่ออกเป็นรายสัปดาห์ รายปักษ์ รายเดือน  ซึ่งหมายถึงสิ่งตีพิมพ์ที่ออกเป็นประจำ  แนวทางการสร้างงานสำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ที่ออกฉบับเดียวหรือออกต่อเนื่องหลาย ฉบับจะเป็นไปตามลักษณะของที่มา เช่น ถ้าคุณจะสร้างหนังสือหรือโฆษณาสักชิ้น  เช่น <a href="http://itunes.apple.com/gb/app/essential-guide-to-tron/id410544051?mt=8">Essential Guide to TRON </a>ควร ใช้กระบวนการสร้างแบบออกฉบับเดียว  แต่ถ้าต้องการสร้างแมกกาซีนที่มีหลายเล่มต่อเนื่อง เช่น The New Yorker  ควรใช้กระบวนการสร้างแบบให้ออกได้หลายฉบับ  โดยอนุญาตให้ลูกค้าดาวน์โหลดแอพที่คุณเผยแพร่จาก Adobe Server  สำหรับการออกหลายฉบับ Adobe มีแผนการที่จะเก็บค่าบริการ 30  เซ็นต์ต่อการดาวน๋โหลดผ่าน เซิร์ฟเวอร์ 1 ครั้ง แต่จะไม่เก็บค่าบริการใดๆ  จากประเภทที่ออกฉบับเดียว เพราะกลุ่มนี้จะดาวน์โหลดจาก Apple Store หรือ  Android Market ไม่ใช่จาก Adobe Server  (รายละเอียดค่าใช้จ่ายนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ทาง Adobe เรียกเก็บเท่านั้น  ไม่นับค่าใช้จ่ายที่พึงมีจาก Apple Store  และค่าใช้บริการเหล่านี้ยังไม่เป็นข้อยุติสิ้นสุด ต้องรอจนกว่าทาง Adobe  จะประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง)</p>
<p style="clear: both;">Link : <a href="http://www.indesignthai.com/?p=630" target="_blank">แนวทางการออกแบบดิจิทัลแมกกาซีน</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/03/02/thai-digital-magazine/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Useful Web Services, Tools and Resources For Web Designers</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/03/01/useful-web-services-tools-and-resources-for-web-designers/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/03/01/useful-web-services-tools-and-resources-for-web-designers/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Mar 2011 04:45:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Web Design &amp; Web Develope]]></category>

		<category><![CDATA[web tools]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1590</guid>
		<description><![CDATA[
We know how hard it is to find good useful tools that all of your  developers and designers out there spend hours searching for. And for  that reason, we’re regularly collecting useful online web services,  tools and resources — little time-savers that can boost every designer’s  workflow and save time that [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-1591" title="useful-web-services101" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2011/03/useful-web-services101.jpg" alt="" width="500" height="373" /></p>
<p>We know how hard it is to find good useful tools that all of your  developers and designers out there spend hours searching for. And for  that reason, we’re regularly collecting useful online web services,  tools and resources — little time-savers that can boost every designer’s  workflow and save time that would otherwise be required for mundane  tasks.</p>
<p><span id="more-1590"></span></p>
<p>You might have seen some of these tools in <a href="http://twitter.com/smashingmag">our Twitter stream</a> or on <a href="http://facebook.com/smashmag">our Facebook page</a>,  but certainly not all of them. We’ve prepared the most useful ones (yet  not necessarily the most beautiful ones) in this handy overview for  your convenience. Please share any further tools with us and our readers  in the comments to this post. As usual, we express sincere gratitude to  all designers and developers out there who create, maintain and improve  these tools as their little side projects. You really make the  difference, guys. Thank you.</p>
<p>You may want to check out our previous round-up, <a href="http://www.smashingmagazine.com/2011/01/18/time-saving-and-educational-resources-for-web-designers/">Time-Saving and Educational Resources for Web Designers</a>, as well.</p>
<p>Link: <a href="http://www.smashingmagazine.com/2011/02/08/useful-web-services-tools-and-resources-for-web-designers/" target="_blank">Useful Web Services, Tools and Resources For Web Designers</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/03/01/useful-web-services-tools-and-resources-for-web-designers/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>html5 grayscale image hover</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/02/28/html5-grayscale-image-hover/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/02/28/html5-grayscale-image-hover/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Feb 2011 04:30:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Web Design &amp; Web Develope]]></category>

		<category><![CDATA[grayscale]]></category>

		<category><![CDATA[html5]]></category>

		<category><![CDATA[image hover]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1587</guid>
		<description><![CDATA[
Link : html5 grayscale image hover
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-1588" title="html5-image-gray" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2011/02/html5-image-gray.jpg" alt="" width="500" height="338" /></p>
<p>Link : <a href="http://www.webdesignerwall.com/tutorials/html5-grayscale-image-hover/" target="_blank">html5 grayscale image hover</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/02/28/html5-grayscale-image-hover/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Friday Music : Disturbed - Decadence</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2011/02/11/disturbed-decadence/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2011/02/11/disturbed-decadence/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Feb 2011 03:41:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[Decadence]]></category>

		<category><![CDATA[Disturbed]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1583</guid>
		<description><![CDATA[วันศุกร์มาฟังเพลงเบาๆต้อนรับวันวาเลนไทน์กัน LoL
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันศุกร์มาฟังเพลงเบาๆต้อนรับวันวาเลนไทน์กัน LoL</p>
<p><a href="http://www.kkooldesign.com/2011/02/11/disturbed-decadence/"><em>Click here to view the embedded video.</em></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2011/02/11/disturbed-decadence/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>หน้า Coming soon Design เก๋ๆ</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2010/11/30/coming-soon-design-pages/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2010/11/30/coming-soon-design-pages/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Nov 2010 09:28:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Web Design &amp; Web Develope]]></category>

		<category><![CDATA[coming soon]]></category>

		<category><![CDATA[design]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1578</guid>
		<description><![CDATA[Link : 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Link : <a href="http://www.instantshift.com/2010/01/09/90-creative-coming-soon-page-designs-and-resources/" target="_blank"><img class="alignnone size-full wp-image-1579" title="coming-soon" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2010/12/coming-soon.jpg" alt="" width="500" height="267" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2010/11/30/coming-soon-design-pages/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เต๋าแห่งฟิสิกส์ (๑๓) ฟริตจอฟ  คาปรา</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2010/11/30/tao-of-physic-13/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2010/11/30/tao-of-physic-13/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Nov 2010 01:53:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[เต๋าแห่งฟิสิกส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1546</guid>
		<description><![CDATA[ภาคที่ 3   ความสอดคล้อง
บทที่ 13 ความว่างและรูปลักษณ์
โลกทัศน์แบบกลจักรดั้งเดิมมีรากฐานอยู่บนความคิดที่ว่าอนุภาคซึ่งเป็นวัตถุแข็งและไม่อาจทำลายได้  เคลื่อนที่อยู่ในที่ว่าง  วิชาฟิสิกส์สมัยใหม่ได้กำหนดให้ภาพใหม่ที่ต่างจากความคิดดังกล่าวสิ้นเชิง  ซึ่งไม่เพียงแต่นำมาสู่ความคิดใหม่ในเรื่อง “อนุภาค”  เท่านั้น  แต่ยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในความคิดเรื่องที่ว่างไปในทางลึกซึ้งยิ่งขึ้น  การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในทฤษฎีสนาม (Field  Theories)  ทฤษฎีนี้มีจุดกำเนิดที่ความคิดของไอน์สไตน์ซึ่งประ สงค์จะรวมเอาสนามความโน้มถ่วงกับโครงสร้างทางเรขาคณิตของอวกาศเข้าด้วยกัน  และได้รับการขยายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในการวมกันของทฤษฎีควอนตัมและทฤษฎีสัมพัทธภาพเพื่อการพยายามอธิบายสนามของแรงของอนุภาคซึ่งเล็กกว่าอะตอมใน “ ทฤษฎีสนามควอนตัม”  (Quantum  Field  Theories)  นี้  การแบ่งแยกระหว่างอนุภาคและที่ว่างรอบ ๆ ตัวมันได้สูญเสียความแหลมคมที่มีมาแต่เดิมลง  และที่ว่างถูกถือเป็นปริมาณอันมีลักษณะเป็นพลวัตที่มีความสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่ง

ความคิดในเรื่องสนามถูกเสนอเข้ามาอธิบายถึงแรงระหว่างประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า  โดยฟาราเดย์และแมกซ์เวลส์ในศตวรรษที่สิบเก้า  สนามไฟฟ้าคือสภาพการณ์ในที่ว่างรอบประจุอันหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดแรงกระทำบนประจุอื่นที่ปรากฏในที่ว่างนั้น  ดังนั้นสนามไฟฟ้าจึงเกิดจากประจุไฟฟ้า  และจะมีผลต่อประจุไฟฟ้าอันอื่น  สนามแม่เหล็กเกิดจากประจุไฟฟ้าซึ่งกำลังเคลื่อนที่นั่นคือจากกระแสไฟฟ้า  และแรงแม่เหล็กจะมีผลเฉพาะต่อประจุซึ่งเคลื่อนที่ในทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าดั้งเดิมที่เสนอโดยฟาราเดย์และแมกซ์เวลส์นั้น  สนามเป็นสภาพจริงทางฟิสิกส์ขั้นปฐมภูมิซึ่งอาจศึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องอิงอาศัยตัววัตถุสนามแม่เหล็กและไฟฟ้าสามารถเคลื่อนที่ผ่านอวกาศในรูปของวิทยุ  คลื่นแสงหรือในรูปรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดอื่น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพได้ตกแต่งโครงสร้างของวิชาพลศาสตร์ไฟฟ้า (electrodynamics)   ให้สละสลวยยิ่งขึ้น  โดยรวมเอาความคิดเรื่องประจุและกระแสไฟฟ้า  สนามไฟฟ้า  และสนามแม่เหล็ก  เนื่องจากการเคลื่อนที่ทุกชนิดเป็นสิ่งสัมพัทธ์ประจุไฟฟ้าทุกตัวอาจปรากฏเป็นคลื่นไฟฟ้า  ในกรอบอ้างอิงอันหนึ่งซึ่งเคลื่อนที่เมื่อเทียบกับผู้สังเกต  และในทำนองเดียวกัน  สนามไฟฟ้าของมันก็อาจปรากฏเป็นสนามแม่เหล็กได้เช่นกัน  ดังนั้นในสูตรพลศาสตร์ไฟฟ้าเชิงสัมพัทธ์  สนามทั้งสองชนิดได้รวมตัวเป็นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า
ความคิดในเรื่องสนามมิได้เกี่ยวข้องกับแรงแม่เหล็กไฟฟ้าเท่านั้น  หากยังสัมพันธ์กับแรงอันสำคัญในโลก  นั่นคือแรงโน้มถ่วง  สนามความโน้มถ่วงมีผลต่อวัตถุซึ่งทรงมวลทั้งหลายทุกชนิด  โดยดึงดูดวัตถุนั้น  โดยต่างจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งมีผลต่อเฉพาะประจุไฟฟ้าและอาจเป็นแรงผลักหรือแรงดูดก็ได้  ทฤษฎีสนามซึ่งกล่าวถึงสนามความโน้มถ่วงได้อย่างถูกต้องที่สุดคือทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป  และในทฤษฎีนี้มีการกล่าวถึงอิทธิพลของวัตถุซึ่งทรงมวล  ต่อที่ว่างโดยรอบตัวของมันอย่างละเอียดลออ  มากกว่าอิทธิพลของวัตถุซึ่งมีประจุในวิชาพลศาสตร์ไฟฟ้า  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 12px 0cm 0px;" align="center"><span style="font-family: Tahoma; color: #d60093;"><strong>ภาคที่ 3   ความสอดคล้อง</strong></span></p>
<h4><span lang="TH">บทที่ 13 ความว่างและรูปลักษณ์</span></h4>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">โลกทัศน์แบบกลจักรดั้งเดิมมีรากฐานอยู่บนความคิดที่ว่าอนุภาคซึ่งเป็นวัตถุแข็งและไม่อาจทำลายได้  เคลื่อนที่อยู่ในที่ว่าง  วิชาฟิสิกส์สมัยใหม่ได้กำหนดให้ภาพใหม่ที่ต่างจากความคิดดังกล่าวสิ้นเชิง  ซึ่งไม่เพียงแต่นำมาสู่ความคิดใหม่ในเรื่อง </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">อนุภาค</span>”  <span lang="TH">เท่านั้น  แต่ยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในความคิดเรื่องที่ว่างไปในทางลึกซึ้งยิ่งขึ้น  การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในทฤษฎีสนาม (</span>Field  Theories<span lang="TH">)  ทฤษฎีนี้มีจุดกำเนิดที่ความคิดของไอน์สไตน์ซึ่งประ สงค์จะรวมเอาสนามความโน้มถ่วงกับโครงสร้างทางเรขาคณิตของอวกาศเข้าด้วยกัน  และได้รับการขยายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในการวมกันของทฤษฎีควอนตัมและทฤษฎีสัมพัทธภาพเพื่อการพยายามอธิบายสนามของแรงของอนุภาคซึ่งเล็กกว่าอะตอมใน </span>“ <span lang="TH">ทฤษฎีสนามควอนตัม</span>”  <span lang="TH">(</span>Quantum  Field  Theories<span lang="TH">)  นี้  การแบ่งแยกระหว่างอนุภาคและที่ว่างรอบ ๆ ตัวมันได้สูญเสียความแหลมคมที่มีมาแต่เดิมลง  และที่ว่างถูกถือเป็นปริมาณอันมีลักษณะเป็นพลวัตที่มีความสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่ง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span id="more-1546"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดในเรื่องสนามถูกเสนอเข้ามาอธิบายถึงแรงระหว่างประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า  โดยฟาราเดย์และแมกซ์เวลส์ในศตวรรษที่สิบเก้า  สนามไฟฟ้าคือสภาพการณ์ในที่ว่างรอบประจุอันหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดแรงกระทำบนประจุอื่นที่ปรากฏในที่ว่างนั้น  ดังนั้นสนามไฟฟ้าจึงเกิดจากประจุไฟฟ้า  และจะมีผลต่อประจุไฟฟ้าอันอื่น  สนามแม่เหล็กเกิดจากประจุไฟฟ้าซึ่งกำลังเคลื่อนที่นั่นคือจากกระแสไฟฟ้า  และแรงแม่เหล็กจะมีผลเฉพาะต่อประจุซึ่งเคลื่อนที่ในทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าดั้งเดิมที่เสนอโดยฟาราเดย์และแมกซ์เวลส์นั้น  สนามเป็นสภาพจริงทางฟิสิกส์ขั้นปฐมภูมิซึ่งอาจศึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องอิงอาศัยตัววัตถุสนามแม่เหล็กและไฟฟ้าสามารถเคลื่อนที่ผ่านอวกาศในรูปของวิทยุ  คลื่นแสงหรือในรูปรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดอื่น</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ทฤษฎีสัมพัทธภาพได้ตกแต่งโครงสร้างของวิชาพลศาสตร์ไฟฟ้า (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">electrodynamics<span lang="TH">)   ให้สละสลวยยิ่งขึ้น  โดยรวมเอาความคิดเรื่องประจุและกระแสไฟฟ้า  สนามไฟฟ้า  และสนามแม่เหล็ก  เนื่องจากการเคลื่อนที่ทุกชนิดเป็นสิ่งสัมพัทธ์ประจุไฟฟ้าทุกตัวอาจปรากฏเป็นคลื่นไฟฟ้า  ในกรอบอ้างอิงอันหนึ่งซึ่งเคลื่อนที่เมื่อเทียบกับผู้สังเกต  และในทำนองเดียวกัน  สนามไฟฟ้าของมันก็อาจปรากฏเป็นสนามแม่เหล็กได้เช่นกัน  ดังนั้นในสูตรพลศาสตร์ไฟฟ้าเชิงสัมพัทธ์  สนามทั้งสองชนิดได้รวมตัวเป็นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดในเรื่องสนามมิได้เกี่ยวข้องกับแรงแม่เหล็กไฟฟ้าเท่านั้น  หากยังสัมพันธ์กับแรงอันสำคัญในโลก  นั่นคือแรงโน้มถ่วง  สนามความโน้มถ่วงมีผลต่อวัตถุซึ่งทรงมวลทั้งหลายทุกชนิด  โดยดึงดูดวัตถุนั้น  โดยต่างจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งมีผลต่อเฉพาะประจุไฟฟ้าและอาจเป็นแรงผลักหรือแรงดูดก็ได้  ทฤษฎีสนามซึ่งกล่าวถึงสนามความโน้มถ่วงได้อย่างถูกต้องที่สุดคือทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป  และในทฤษฎีนี้มีการกล่าวถึงอิทธิพลของวัตถุซึ่งทรงมวล  ต่อที่ว่างโดยรอบตัวของมันอย่างละเอียดลออ  มากกว่าอิทธิพลของวัตถุซึ่งมีประจุในวิชาพลศาสตร์ไฟฟ้า  อีกครั้งหนึ่งที่ที่ว่างรอบ ๆ วัตถุถูก </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">กำหนดสภาพ</span>”  <span lang="TH">ในลักษณะที่วัตถุอื่นจะรู้สึกถึงแรงของมัน  ทว่าในครั้งนี้มีผลต่อโครงสร้างอวกาศ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">วัตถุและที่ว่าง  สภาพซึ่งมีมวลสารและสภาพว่างเปล่า  เป็นความคิดที่แตกต่างกันในระดับพื้นฐาน  นักศึกษาเรื่องอะตอมอย่างเดโมคริตัสและนิวตันยืนยันเช่นนั้น  ในทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปความคิดทั้งสองประการนี้ไม่อาจแยกออกจากกันอีกต่อไป  ที่ใดปรากฏวัตถุทรงมวล ณ ที่นั่นย่อมมีสนามความโค้งและสนามดังกล่าวแสดงตัวมันเองออกมาในรูปของการโค้งตัวในอวกาศหรือที่ว่างรอบ ๆวัตถุนั้น  อย่างไรก็ตามใช่ว่าสนามนั้นแผ่คลุมทั่วที่ว่างและทำให้มัน </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">”<span lang="TH">โค้งตัว</span>”  <span lang="TH">ทั้งสนามและอวกาศที่โค้งไม่อาจแยกจากกัน   สนามก็คืออวกาศที่</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">โค้งตัว  ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปสนามความโน้มถ่วงและโครงสร้างหรือเรขาคณิตของอวกาศเป็นสิ่งเดียวกัน  โดยที่มันถูกแทนด้วยปริมาณทางเรขาคณิตศาสตร์อันเดียวกันในสนามของไอน์สไตน์  ดังนั้นในทฤษฎีของไอน์สไตน์  สสารวัตถุไม่อาจแยกออกจากสนามความโน้มถ่วงของมัน  และสนามความโน้มถ่วงไม่อาจแยกออกจากสนามที่โค้งตัวได้  สสารวัตถุและอวกาศจึงเป็นส่วนที่ไม่อาจแยกออกจากกันและต้องอิงอาศัยกัน</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">13.1  สนามของสสาร </span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">สสารวัตถุไม่เพียงแต่กำหนดโครงสร้างของอวกาศรอบ ๆ ตัวมัน  แต่ในทำนองเดียวกันมันถูกกำหนดโดยสภาพแวดล้อมของมันด้วย  ตามแนวคิดของ  (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">Ernst  Mach<span lang="TH">)   นักฟิสิกส์และนักปรัชญา  ความเฉื่อยของวัตถุ  ซึ่งก็คือความต้านทานของวัตถุต่อการถูกเร่งความเร็ว  มิใช่คุณสมบัติภายในวัตถุเองหากแต่เป็นการวัดปฏิกิริยาของมันต่อสิ่งอื่น ๆ ในจักรวาล  ในทัศนะของแม็กวัตถุมีความเฉื่อยเนื่องจากยังมีวัตถุอื่นในจักรวาล  เมื่อวัตถุหมุนไป  แรงเฉื่อยของก่อให้เกิดแรงหมุนเข้าสู่ศูนย์กลาง  แต่แรงนี้จะปรากฏก็ต่อเมื่อวัตถุนั้นหมุนไป </span>“<span lang="TH">โดยสัมพัทธ์กับดวงดาวซึ่งอยู่กับที่</span>”  <span lang="TH">ตามสำนวนของแมก  ถ้าหากว่าดวงดาวเหล่านั้นหายวับไปในฉับพลัน  แรงเฉื่อยและแรงสู่ศูนย์กลางของวัตถุซึ่งกำลังหมุนอยู่นั้นสลายไปด้วย </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดในเรื่องแรงเฉื่อยซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นหลักการของแมกได้มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่ออัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์  และเป็นแรงกระตุ้นดั้งเดิมให้เขาสร้างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปขึ้น  แต่เนื่องจากความซับซ้อนของคณิตศาสตร์ปรากฏในทฤษฎีของไอน์สไตน์  นักฟิสิกส์ยังไม่แน่ใจว่ามันได้รวมเอาหลักการของแมกเข้าไปด้วยหรือไม่  อย่าไรก็ตาม  นักฟิสิกส์ส่วนใหญ่เชื่อว่ามันควรจะรวมเอาเข้าไว้ด้วยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  เพื่อสร้างเป็นทฤษฎีของความโน้มถ่วงที่สมบูรณ์ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ดังนั้นวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่ได้แสดงให้เราเห็นอีกครั้งหนึ่งในระดับมหภาคว่าสสารวัตถุมิใช่สิ่งซึ่งแยกอยู่ต่างหาก  แต่เป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกออกจากสภาพแวดล้อมของมัน  นั่นคือปฏิกิริยาดังกล่าวขยายออกไปสู่จักรวาลไปยังดวงดาวและดาราจักร  ดังนั้นเราจะเข้าใจคุณสมบัติของมันได้  ก็แต่ในปฏิกิริยาของมันต่อสัดส่วนอื่น ๆ ของโลก  ตามหลักการของแม็ก  มิใช่แต่เฉพาะในโลกของวัตถุขนาดเล็ก  แต่ยังปรากฏในโลกของวัตถุขนาดมหึมาด้วย  เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในฟิสิกส์เกี่ยวกับดวงดาวและจักรวาลวิทยา  เฟรด  ฮอย์ล  (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">Fred  Hoyle<span lang="TH">)  นักดาราศาสตร์ได้กล่าวว่า </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">พัฒนาการในยุคปัจจุบันของจักรวาลวิทยาได้มาถึงจุดที่เสนออย่างค่อนข้างจะหนักแน่นว่า  สภาพการณ์ต่าง ๆในประจำวันไม่อาจคงอยู่ได้หากไม่มีส่วนอื่นที่อยู่ไกลออกไปในจักรวาล  ความคิดทั้งหมดของเราเกี่ยวกับอวกาศและเรขาคณิตจะกลายเป็นสิ่งที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้เลยหากปราศจากส่วนอื่น ๆ ในจักรวาลที่ห่างออกไป  ประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเรา  กระทั่งในรายละเอียดต่าง ๆ ดูเสมือนจะถูกรวมเข้าไปในจักรวาลอันมหึมาอย่างใกล้ชิด  จนกระทั่งไม่อาจจะพิจารณาทั้งสองส่วนแยกออกจากกัน</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เอกภาพและความประสานสัมพันธ์ระหว่างสสารวัตถุและสภาพแวดล้อมของมัน  ซึ่งแสดงออกในระดับมหภาคในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป  ปรากฏในระดับอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมอย่างชัดเจนและน่าสนใจยิ่งกว่า  ความคิดทฤษฎีสนามดั้งเดิมได้ถูกรวมเข้ากับทฤษฎีควอนตัมเพื่อที่จะอธิบายปฏิกิริยาระหว่างอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม  การรวมกันของสองทฤษฎีเพื่อที่จะอธิบายปฏิกิริยาโน้มถ่วงยังไม่ปรากฏผลสำเร็จ  เนื่องจากความซับซ้อนทางสมการคณิตศาสตร์ ของทฤษฎีความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์  แต่ในแง่ของวิชาพลศาสตร์ไฟฟ้าได้รวมเข้ากับทฤษฎีควอนตัมเป็นทฤษฎีใหม่ที่เรียกว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ควอนตัมอิเล็กโตรไดนามิกส์</span>”  <span lang="TH">ซึ่งสามารถอธิบายปฏิกิริยาทางแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมดระหว่างอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมได้เป็นอย่างดีนับเป็นแบบแผน </span>“<span lang="TH">ควอนตัม-สัมพัทธ์</span>”  <span lang="TH">ของฟิสิกส์สมัยใหม่ชิ้นแรก  และยังคงประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมากเรื่อยมา </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ลักษณะใหม่และเป็นข้อเด่นของควอนตัมอิเล็กโตรไดนามิกส์เกิดจากการรวมของสองแนวคิด  คือแนวคิดเรื่องสนามแม่เหล็กไฟฟ้าและความคิดเรื่องโฟตอนซึ่งเป็นปรากฏการณ์ในรูปของอนุภาคคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  เนื่องจากโฟตอนเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นชนิดนี้เป็นสนามสั่นสะเทือน  ดังนั้นโฟตอนต้องเป็นเครื่องแสดงความเป็นลักษณะสนามแม่เหล็กไฟฟ้าด้วย  นี่คือความคิดเรื่อง </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">สนามควอนตัม</span>”  <span lang="TH">อันเป็นสนามซึ่งอาจปรากฏในรูปของควอนตาหรืออนุภาค  ความคิดแนวนี้นับเป็นแนวคิดที่ใหม่จากเดิมอย่างสิ้นเชิง  ได้ขยายขอบเขตเข้าไปอธิบายอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมทั้งหมดและปฏิกิริยาของมัน  อนุภาคแต่ละชนิดเขื่อมโยงกับสนามแต่ละชนิด  ใน </span>“<span lang="TH">ทฤษฎีควอนตัม</span>”  <span lang="TH">นี้ความแตกต่างระหว่างอนุภาคซึ่งเป็นวัตถุแข็งกับที่ว่างรอบ ๆ ตัวของมันได้ถูกทำลายลง  สนามควอนตัมได้กลายเป็นสิ่งพื้นฐานทางฟิสิกส์  เป็นมัชฌิมซึ่งต่อเนื่องกันตลอดทั่วทั้งอวกาศ  อนุภาคเป็นเพียงสนามซึ่งมีความหนาแน่นมาก  มีพลังเข้มข้นขึ้น  ซึ่งเป็นเรื่องชั่วครั้งชั่วคราวดังนั้นมันจึงสูญเสียลักษณะเฉพาะตัว  และได้ละลายลงสู่สนามซึ่งเป็นพื้นฐานรองรับอยู่  อัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์  กล่าวว่า </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า  สสารวัตถุคืออวกาศบางส่วนซึ่งสนามมีความเข้มข้นสูงมาก</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">…<span lang="TH">ไม่มีที่ว่างสำหรับทั้งสนามและสสารวัตถุพร้อมกันในฟิสิกส์อย่างใหม่นี้เนื่องจากสนามเท่านั้นที่เป็นสิ่งจริงแท้</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">13.2  สุญญตา </span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดที่ว่าสิ่งต่าง ๆ ปรากฏการณ์ทั้งหลายเป็นการปรากฏแสดงชั่วครั้งชั่วคราวของสิ่งพื้นฐานซึ่งรองรับอยู่นั้น  มิใช่เป็นเพียงพื้นฐานทางของทฤษฎีสนามควอนตัมเท่านั้น  แต่ยังเป็นประเด็นพื้นฐานของโลกทัศตะวันออกด้วย  เช่นเดียวกับไอน์สไตน์  นักปราชญ์ของตะวันออกได้ถือเอาสิ่งพื้นฐานรองรับสิ่งทั้งหลายว่าเป็นความจริงเพียงประการเดียว  ปรากฏการณ์ซึ่งปรากฏออกมามันเป็นเพียงสิ่งซึ่งดำรงชั่วครั้งชั่วคราวและเป็นสิ่งลวงตา  สัจจะของศาสนาตะวันออกไม่อาจนำมาเปรียบเทียบสนามควอนตัมของนักฟิสิกส์  เนื่องจากสัจจะดังกล่าวเป็นแก่นแท้ของปรากฏการณ์ทั้งหลายในโลกนี้  ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่พ้นวิสัยทัศนะและความคิดเห็นทั้งมวล  ในทางตรงกันข้าม  สนามควอนตัมเป็นความคิดที่ชัดเจนซึ่งใช้ได้กับปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์บางประการ  อย่างไรก็ตาม  ญาณทัศนะซึ่งอยู่เบื้องหลังการอธิบายโลกของอนุภาคซึ่งเล็กกว่าอะตอมของนักฟิสิกส์  คล้ายคลึงกับญาณทัศนะของนักปราชญ์ตะวันออกซึ่งอธิบายประสบการณ์การหยั่งรู้โลก  โดยกล่าวถึงสัจจะสูงสุดอันเป็นพื้นฐานรองรับสรรพสิ่ง  สืบเนื่องจากการเกิดขึ้นของความคิดเรื่องสนาม  นักฟิสิกส์ได้พยายามที่จะรวมเอาสนามต่าง ๆ เข้าไว้ในพื้นฐานเดียวซึ่งอาจที่จะใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ทุกอย่าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอน์สไตน์ได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตในการค้นหาสนามชนิดดังกล่าว  อาจจะถือได้ว่า  พรหมัน  ของฮินดู  ธรรมกาย  ของพุทธ  และเต๋า  ของผู้นับถึอเต๋า  เป็นสนามแห่งเอกภาพอันสูงสุด  ซึ่งก่อกำเนิดแก่ทุกปรากฏการณ์  ไม่เพียงแต่ปรากฏการณ์ที่ศึกษากันในวิชาฟิสิกส์เท่านั้น </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในทัศนะของตะวันออก  สัจจะซึ่งรองรับปรากฏการณ์ทั้งมวลนั้นอยู่พ้นวิสัยของรูปแบบ  คำอธิบาย  และการบ่งเฉพาะเจาะจงทุกชนิด  ดังนั้นจึงมักกล่าวว่า  มันไร้รูป  ว่างเปล่า  ทว่าความว่างเปล่านี้มิใช่ความไม่มีอะไร  ตรงกันข้ามมันเป็นแก่นแท้ของรูปทั้งมวลและเป็นแหล่งกำเนิดของสรรพชีวิต  ดังที่คัมภีร์อุปนิษัทกล่าวไว้ว่า </span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">พรหมันคือชีวิต  พรหมันคือความร่าเริง  พรหมันคือความว่าง</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">… </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความร่าเริงคือสิ่งเดียวกับความว่างอย่างแท้จริง </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความว่างคือสิ่งเดียวกับความร่าเริงอย่างแท้จริง </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ชาวพุทธก็ได้เสนอทัศนะเดียวกันเมื่อกล่าวเรียกสัจธรรมสูงสุดว่า  สุญตา </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ความว่าง</span>”  <span lang="TH">และแสดงให้เห็นว่ามันเป็นความว่างซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของรูปทุกรูปในโลกแห่งปรากฏการณ์นี้  ผู้นับถือเต๋า  ถือว่าเต๋าทรงสภาพเป็นอนันต์นิรันดร์เช่นเดียวกัน  และเรียกมันว่า  ความว่าง  กวนจื้อ (</span>Kua<span lang="TH">-</span>tzu<span lang="TH">)  กล่าวว่า </span>“<span lang="TH">เต๋าแห่งสวรรค์ไร้รูปและว่างเปล่า</span>”  <span lang="TH">และเหล่าจื้อก็ได้แสดงอุปมาหลายประการเกี่ยวกับความว่างนี้  เหล่าจื้อมักจะเปรียบหุบเขาที่กว้างไพศาลนี้  หรือภาชนะซึ่งว่างเปล่าอยู่เสมอ  และดังนั้นสามารถที่จะบรรจุสิ่งต่าง ๆ นับด้วยอนันต์ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">นักปราชญ์ตะวันออกได้อธิบายความหมายของ พรหมัน  สุญญตา  หรือ เต๋า  ว่ามิได้หมายถึงความว่างเปล่าอย่างสามัญ  แต่ตรงข้ามกัน  มันเป็นความว่างเปล่าซึ่งทรงศักยภาพเป็นเอนกอนันต์  ดังนั้นความว่างในศาสนาตะวันออกจึงอาจนำมาเปรียบเทียบกับสนามควอนตัมในฟิสิกส์ที่ว่าดัวยอะตอม  จากความว่างได้ก่อกำเนิดแก่รูปลักษณ์ทั้งหลาย  ทำให้มันคงอยู่และในที่สุดก็ได้ดูดกลืนมันกลับไป  ในคัมภีร์อุปนิษัทกล่าวไว้ว่า </span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">สงบ  จงบูชามัน </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จากสิ่งนั้นที่เขามา </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">สู่สิ่งนั้นที่เขาจักต้องมลายไป </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ด้วยสิ่งนั้นที่เขาหายใจ </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เช่นเดียวกับอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม  ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นจากความว่างในทางศาสนามิใช่สิ่งซึ่งอยู่นิ่งและถาวร  แต่มีลักษณะที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงและไม่คงตัว  เกิดขึ้นและดับไปในการเริงรำอันเป็นนิรันดร์ของการเคลื่อนไหวและพลังงาน  เช่นเดียวกับโลกของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมของนักฟิสิกส์  โลกแห่งปรากฏการณ์ของศาสนาตะวันออกเป็นโลกแห่ง  สังสารวัฏ  แห่งการเกิดและตายเนื่องจากมีสภาพเป็นเพียงการปรากฏแสดงชั่วครั้งชั่วคราวของความว่าง  สิ่งต่างๆ ในพิภพนี้จึงไม่มีเอกลักษณ์พื้นฐานใด ๆ ความคิดนี้เด่นชัดในพระพุทธศาสนาซึ่งปฏิเสธการดำรงอยู่อย่างแท้จริงของสสารวัตถุทั้งหลาย  และสอนว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ตัวตน</span>”  <span lang="TH">ที่เที่ยงแท้และเป็นผู้รับรู้ประสบการณ์ต่างๆ ของชีวิตนั้นเป็นเพียงภาพลวง  ชาวพุทธมักจะเปรียบเทียบภาพลวงตาของสสารวัตถุและตัวปัจเจกบุคคลกับปรากฏการณ์ของคลื่นน้ำ  ซึ่งการเคลื่อนที่ขึ้น-ลงของอนุภาคของน้ำทำให้เราเชื่อว่า </span>“<span lang="TH">ส่วน</span>” <span lang="TH">ของน้ำเคลื่อนที่ไปตามพื้นผิว  น่าสนใจที่ว่านักฟิสิกส์ก็ได้ใช้อุปมาเดียวกันในเรื่องของทฤษฎีสนาม  เพื่อชี้ให้เห็นภาพลวงของสสารวัตถุที่กำเนิดจากอนุภาคกำลังเคลื่อนไหวดังที่เฮอร์แมนน์  วีลย์ (</span>Hermann  Weyl<span lang="TH">)  กล่าวไว้ว่า</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ตามทฤษฎีสนามของสสารวัตถุ  อนุภาคเช่นอิเล็กตรอนเป็นเพียงขอบเล็กๆ ของสนามไฟฟ้า  ซึ่งความเข้มข้นของสนามในบริเวณนั้นมีมาก  นั่นแสดงว่าพลังงานของสนามในปริมาณสูงมากเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ได้มารวมตัวกันในบริเวณที่เล็กมากๆ ปมพลังงานดังกล่าวซึ่งเป็นภาพที่ต่างจากสนามส่วนอื่นๆ ได้แผ่กระจายผ่านอวกาศที่ว่างเปล่า  เช่นเดียวกับคลื่นน้ำกระเพื่อมไปบนผิวของสระ  ไม่มีสิ่งๆ เดียวซึ่งยืนพื้นเป็นองค์ประกอบของอิเล็กตรอนตลอดเวลา</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">13.3  <span lang="TH">ฉี้ </span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในปรัชญาจีน  ความคิดเรื่องสนามมิใช่แต่ปรากฏโดยนัยในความคิดเรื่องเต๋าซึ่งเป็นความว่างซึ่งไร้รูป  แต่เป็นแหล่งกำเนิดของรูปลักษณ์ต่าง ๆ ทั้งยังได้แสดงออกอย่างชัดเจนในความคิดเรื่อง  ฉี้  (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">Ch’i<span lang="TH">)  คำคำนี้มีบทบาทสำคัญในทุกสำนักปรัชญาธรรมชาติของจีน  และมีความสำคัญอย่างยิ่งในลัทธิขงจื้อแนวใหม่  (</span>Neo<span lang="TH">-</span>Confucianism<span lang="TH">)  ซึ่งพยายามสังเคราะห์ลัทธิขงจื้อ  พุทธศาสนา  และลัทธิเต๋าเข้าด้วยกัน  คำว่า  ฉี้  ตามตัวอักษรแปลว่า </span>“<span lang="TH">ก๊าซ</span>”  <span lang="TH">หรือ </span>“<span lang="TH">อีเทอร์</span>”  <span lang="TH">ในสมัยโบราณใช้คำนี้เพื่อแทนลมหายใจหรือพลังงานแห่งเอกภาพ  ในร่างกายมนุษย์ </span>“<span lang="TH">หนทางของขงจื้อ</span>”  <span lang="TH">เป็นรากฐานของการแพทย์จีนโบราณ  การฝังเข็มก็มุ่งหมายเพื่อให้กระตุ้นให้ฉี้สามารถไหลผ่านบริเวณดังกล่าว  การเลื่อนไหลของฉี้เป็นรากฐานแห่งการเคลื่อนไหวอย่างเลื่อนไหลต่อเนื่องของมวยไท้จินฉวนลัทธิขงจื้อแนวใหม่ได้พัฒนาความคิดเรื่องฉี้ซึ่งคล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจกับความคิดเรื่องควอนตัมในวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่  เช่นเดียวกับวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่ฉี้เป็นรูปของสสารซึ่งบางเบาและไม่อาจเห็นได้  ทว่าปรากฏทั่วไปในอวกาศ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อฉี้รวบรวมกันเข้า  มันก็เป็นสิ่งที่แลเห็นได้ชัดเจนเป็นรูปร่าง  (ของแต่ละสิ่ง)  แต่เมื่อมันกระจัดกระจายออกไป  ก็ไม่อาจแลเห็นมันได้และรูปร่างของมันก็ไม่อาจปรากฏ  เมื่อมันรวบรวมกันเข้า  เราจะกล่าวเป็นอย่างอื่นนอกจากว่ามันเป็นสิ่งซึ่งปรากฏชั่วครั้งชั่วคราวได้หรือ  แต่ในขณะซึ่งมันกระจัดกระจายกันออกไปเรานะรีบกล่าวในทันทีได้หรือว่ามันไม่มีอยู่ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ดังนั้นจึงรวบรวมเข้าและกระจัดกระจายออกสลับกันไป  ก่อกำเนิดแก่รูปทั้งมวล  ซึ่งในที่สุดก็มลายไปสู่ความว่าง  จังไซกล่าวว่า </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความว่างอันมหึมานั้นย่อมประกอบด้วยฉี้  ฉี้ย่อมรวบรวมหนาแน่นเข้าก่อตัวเป็นสรรพสิ่ง  และสรรพสิ่งย่อมกระจัดกระจายออกเพื่อกลับสู่ความว่างอันมหึมา (อีกครั้ง)</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เช่นเดียวทฤษฎีสนามควอนตัม  สนามหรือฉี้มิใช่เป็นเพียงแก่นแท้ซึ่งรองรับสรรพสิ่งเท่านั้น  แต่ยังเป็นพาหะแห่งปฏิกิริยาของสิ่งต่างๆ ในรูปของคลื่นคำอธิบายต่อไปนี้เกี่ยวกับความคิดเรื่องสนามของฟิสิกส์สมัยใหม่โดยวอลเตอร์  เฮอร์ริง  และทัศนะของจีนต่อโลกของกายภาพโดยโจเซฟ  นีคแฮม  ได้แสดงให้เห็นความคล้ายคลึงกันอย่างมาก </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ทฤษฎีของวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่  ได้นำความคิดของเราเกี่ยวกับแก่นแท้ของสสารวัตถุไปสู่ขอบเขตที่ต่างไปจากเดิม  มันได้นำเราจากสิ่งที่เห็นได้คือ  อนุภาค  ไปสู่สิ่งที่รองรับมันอยู่คือ  สนาม  การปรากฏของวัตถุเป็นเพียงการรบกวนต่อสภาพที่สมบูรณ์ของสนาม ณ ที่แห่งนั้น  เป็นสิ่งที่เกิดโดยไม่คาดฝัน  เราอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเพียง </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">มลทิน</span>”  <span lang="TH">อันหนึ่งของสนาม  และไม่มีกฎเกณฑ์ง่าย ๆ ที่อธิบายแรงกระทำระหว่างอนุภาคพื้นฐาน</span>…<span lang="TH">ระเบียบและสมมาตรพึงหาได้จากสนามซึ่งรับมันอยู่ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จักรวาลทางกายภาพของชาวจีนในสมัยโบราณและสมัยกลางเป็นสภาพหนึ่งเดียวซึ่งมีความต่อเนื่องอย่างสมบูรณ์  การที่ฉี้หนาแน่นเข้าปรากฏเป็นสสารวัตถุประกอบด้วยอะตอมซึ่งไม่อาจแลเห็นได้  มิใช่สิ่งสำคัญพิเศษแต่อย่างใด  แต่วัตถุแต่ละชิ้นกระทำและถูกกระทำกับวัตถุอื่นในโลก</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">…<span lang="TH">ในลักษณะคล้ายคลื่นหรือการสั่นสะเทือน  ขึ้นอยู่กับจังหวะการเปลี่ยนแปลงสลับไปมาในทุกระดับของแรงพื้นฐานสองประการหยินและหยัง  วัตถุแต่ละชิ้นจึงมีจังหวะภายในตัวของมัน  และจังหวะเหล่านี้ได้ถูกรวมกันเข้า</span>…<span lang="TH">เป็นแบบแผนทั่วไปแห่งการบรรหารสอดคล้องของโลกพิภพ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จบบท</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ที่</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;"> 13</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2010/11/30/tao-of-physic-13/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Vector Format – 154 Free Icons</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2010/11/30/vector-format-%e2%80%93-154-free-icons/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2010/11/30/vector-format-%e2%80%93-154-free-icons/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Nov 2010 01:24:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Web Design &amp; Web Develope]]></category>

		<category><![CDATA[icon]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1574</guid>
		<description><![CDATA[
Link : Vector Format – 154 Free Icons
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-1575" title="developer-icon-set-wpzoom" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2010/11/developer-icon-set-wpzoom.jpg" alt="" width="480" height="314" /></p>
<p>Link : <a href="http://www.visual-blast.com/graphics/icons/developer-icon-set-vector-format-free-icons/" target="_blank">Vector Format – 154 Free Icons</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2010/11/30/vector-format-%e2%80%93-154-free-icons/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เต๋าแห่งฟิสิกส์ (๑๒) ฟริตจอฟ  คาปรา</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2010/11/29/tao-of-physic-12-2/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2010/11/29/tao-of-physic-12-2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 29 Nov 2010 01:51:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[เต๋าแห่งฟิสิกส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1543</guid>
		<description><![CDATA[ภาคที่ 3   ความสอดคล้อง
บทที่ 12  จักรวาลอันเคลื่อนไหว (ต่อ)
12.3  การหมุนวนของดาราจักร 
ในวิชาฟิสิกส์  เราตระหนักถึงลักษณะอันเคลื่อนไหวของจักรวาลไม่เพียงแต่ในมิติของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก  เช่น  อะตอมหรือนิวเคลียสเท่านั้น  แต่รวมถึงในมิติของสิ่งที่มีขนาดใหญ่  เช่นอาณาจักรแห่งดวงดาวและดาราจักร  (galaxies)  เราสังเกตเห็นว่าจักรวาลกำลังเคลื่อนที่  ทั้งนี้โดยอาศัยกล้องโทรทัศน์ซึ่งมีขนาดกำลังขยายมาก  กลุ่มเมฆของก๊าซไฮโดรเจนหมุนเคลื่อนไปในท้องฟ้าได้รวมตัวและหดตัวลงเป็นดวงดาว  ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนขึ้นถึงจุดหนึ่ง  ทำให้มันลุกไหม้ขึ้นเป็นดวงไฟในท้องฟ้า  เมื่อถึงสภาวะนั้น   มันก็ยังคงหมุนไป  ดาวบางดวงได้สลัดเอาชิ้นส่วนของมันหลุดออกมาในอวกาศ  หมุนคว้างออกไป  และชิ้นส่วนเหล่านั้นได้รวมตัวเข้าเป็นดาวเคราะห์โคจรรอบ ๆ ดาวดวงนั้น  ในที่สุด  นับจากเวลาผ่านไปนับด้วยล้าน ๆ ปี  เมื่อก๊าซไฮโดรเจนซึ่งเป็นเชื้อเพลิงนั้นส่วนใหญ่ถูกใช้หมดไป  ดวงดาวก็ขยายตัวออก  และแล้วก็หดตัวเข้าอีกครั้งหนึ่งด้วยอำนาจแรงโน้มถ่วง  การยุบตัวนี้อาจทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงสุดประมาณ  หรืออาจทำให้ดวงดาวนั้นกลายเป็นหลุมดำ  (Black  Hole)  ไป  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้  ไม่ว่าจะเป็นการก่อตัวขึ้นเป็นดวงดาวจากกลุ่มก๊าซซึ่งลอยอยู่ระหว่างหมู่ดาว  การหดตัว  การขยายตัวของมันในเวลาต่อมา  และการยุบตัวในท้ายที่สุด  เป็นสิ่งที่เรามารถสังเกตเห็นได้ในอาณาบริเวณต่าง ๆ  ในท้องฟ้า

ดวงดาวซึ่งกำลังหมุนวน  หดตัว  ขยาย  หรือระเบิดนั้น  รวมกันเข้าเป็นกระจุกของดาวหรือดาราจักรในรูปร่างต่าง ๆ กัน เช่น  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 12px 0cm 0px;" align="center"><span style="font-family: Tahoma; color: #d60093;"><strong>ภาคที่ 3   ความสอดคล้อง</strong></span></p>
<h4><span lang="TH">บทที่ 12  จักรวาลอันเคลื่อนไหว</span><span lang="en-us"> </span>(ต่อ)</h4>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">12.3  การหมุนวนของดาราจักร </span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในวิชาฟิสิกส์  เราตระหนักถึงลักษณะอันเคลื่อนไหวของจักรวาลไม่เพียงแต่ในมิติของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก  เช่น  อะตอมหรือนิวเคลียสเท่านั้น  แต่รวมถึงในมิติของสิ่งที่มีขนาดใหญ่  เช่นอาณาจักรแห่งดวงดาวและดาราจักร  (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">galaxies<span lang="TH">)  เราสังเกตเห็นว่าจักรวาลกำลังเคลื่อนที่  ทั้งนี้โดยอาศัยกล้องโทรทัศน์ซึ่งมีขนาดกำลังขยายมาก  กลุ่มเมฆของก๊าซไฮโดรเจนหมุนเคลื่อนไปในท้องฟ้าได้รวมตัวและหดตัวลงเป็นดวงดาว  ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนขึ้นถึงจุดหนึ่ง  ทำให้มันลุกไหม้ขึ้นเป็นดวงไฟในท้องฟ้า  เมื่อถึงสภาวะนั้น   มันก็ยังคงหมุนไป  ดาวบางดวงได้สลัดเอาชิ้นส่วนของมันหลุดออกมาในอวกาศ  หมุนคว้างออกไป  และชิ้นส่วนเหล่านั้นได้รวมตัวเข้าเป็นดาวเคราะห์โคจรรอบ ๆ ดาวดวงนั้น  ในที่สุด  นับจากเวลาผ่านไปนับด้วยล้าน ๆ ปี  เมื่อก๊าซไฮโดรเจนซึ่งเป็นเชื้อเพลิงนั้นส่วนใหญ่ถูกใช้หมดไป  ดวงดาวก็ขยายตัวออก  และแล้วก็หดตัวเข้าอีกครั้งหนึ่งด้วยอำนาจแรงโน้มถ่วง  การยุบตัวนี้อาจทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงสุดประมาณ  หรืออาจทำให้ดวงดาวนั้นกลายเป็นหลุมดำ  (</span>Black  Hole<span lang="TH">)  ไป  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้  ไม่ว่าจะเป็นการก่อตัวขึ้นเป็นดวงดาวจากกลุ่มก๊าซซึ่งลอยอยู่ระหว่างหมู่ดาว  การหดตัว  การขยายตัวของมันในเวลาต่อมา  และการยุบตัวในท้ายที่สุด  เป็นสิ่งที่เรามารถสังเกตเห็นได้ในอาณาบริเวณต่าง ๆ  ในท้องฟ้า</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span id="more-1543"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ดวงดาวซึ่งกำลังหมุนวน  หดตัว  ขยาย  หรือระเบิดนั้น  รวมกันเข้าเป็นกระจุกของดาวหรือดาราจักรในรูปร่างต่าง ๆ กัน เช่น  เป็นรูปจานแบน  รูปทรงกลม  รูปทรงก้นหอย  เป็นต้น  ทุก ๆ ดาราจักรก็ไม่หยุดนิ่ง  ทว่ากำลังหมุนไปรอบ ๆ ทางช้างเผือก  (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">The Milky  Way)  <span lang="TH">อันเป็นดาราจักรของเรานั้นมีรูปลักษณะเป็นจานมีดวงดาวและก๊าซรวมกันอยู่อย่างหนาแน่น  หมุนไปในอวกาศเช่นเดียวกับกงล้ออันมหึมา  ทำให้ดวงดาว  รวมทั้งดวงอาทิตย์  และดาวเคราะห์บริเวณของมันเคลื่อนตัวไปรอบ ๆ แกนกลางของดาราจักร  จักรวาลประกอบขึ้นด้วยดาราจักรจำนวนมหาศาลที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วอวกาศที่เราอาจมองเห็นได้  ทุก ๆ อันกำลังหมุนเช่นเดียวกับอาณาจักรของเรา</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อเราศึกษาจักรวาลโดยส่วนรวมทั้งหมดซึ่งกอปรด้วยดาราจักรนับล้านๆ อัน  เราได้บรรลุถึงสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของอวกาศและเวลา  และในระดับของเอกภาพนี้เช่นกัน  ที่เราค้นพบว่าจักรวาลนี้มิได้หยุดนิ่ง  มันกำลังขยายตัว  สิ่งนี้นับเป็นการค้นพบที่สำคัญในวิชาดาราศาสตร์สมัยใหม่  การวิเคราะห์แสงซึ่งมาจากดาราจักรที่อยู่ห่างไกลออกไปนั้นอย่างละเอียดลออทำให้เราทราบว่า  กระจุกดาราจักรทั้งหมดกำลังขยายตัวออกอย่างสัมพันธ์กัน  ความเร็วในการเคลื่อนตัวออกของดาราจักรหนึ่ง ๆ เป็นปฏิภาคโดยตรงกับระยะทางของดาราจักรนั้น ๆ  ยิ่งห่างออกไปเท่าไร </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">12.4  <span lang="TH">อวกาศไม่แบนแต่โค้ง </span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เพื่อที่จะให้เข้าใจการขยายตัวของจักรวาลได้ดีขึ้น  เราจะต้องระลึกถึงโครงร่างในการศึกษาเกี่ยวกับจักรวาลในระดับกว้างของไอน์สไตน์ตามทฤษฎีนี้อวกาศไม่ใช่สิ่งที่ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">แบน</span>”  “<span lang="TH">แต่</span>”  “ <span lang="TH">โค้ง</span>”  <span lang="TH">และความโค้งของมันขึ้นอยู่กับการกระจายตัวของสสารวัตถุตามทฤษฎีไอน์สไตน์  นับเป็นจุดเริ่มต้นของวิทยาสมัยใหม่</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center; margin: 6pt 0cm;" align="center"><img class="alignnone size-full wp-image-1544" title="chap12-02" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2010/11/chap12-02.jpg" alt="" width="316" height="190" /></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อเราพูดถึงการขยายตัวของจักรวาลในโครงร่างของทฤษฎีทั่วไป  เราหมายถึงการขยายตัวในมิติที่สูงกว่า  เช่นเดียวกับภาพอวกาศที่โค้งตัวเราจะเข้าใจภาพการขยายตัวของจักรวาลโดยอาศัยข้อเปรียบเทียบ 2 มิติ  ลองนึกถึงลูกโป่งที่มีจุดเล็ก ๆ อยู่ทั่วผิวหน้าของมัน  และจุดเล็ก ๆ เหล่านั้นแทนดาราจักรซึ่งกระจายอยู่ทั่วอวกาศ  เมื่อลูกโป่งถูกเป่าให้พองขึ้นระยะห่างระหว่างจุดเล็ก ๆ แต่ละจุดให้เพิ่มขึ้น  ไม่ว่าคุณจะอยู่ดาราจักรใดดาราจักรอื่น ๆ ก็จะเคลื่อนออกจากคุณ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คำถามเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของจักรวาลจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนทั้งหมดนี้เริ่มต้นมาได้อย่างไร  จากความสัมพันธ์ระยะทางระหว่างดาราจักรและความเร็วของมัน  ตามทฤษฎีของฮับเบิล (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">Hubble’s  Law<span lang="TH">)  เราก็จะคำนวณจุดเริ่มต้นของการขยายตัวได้  กับอีกนัยหนึ่งคือคำนวณอายุของจักรวาลได้  สมมติว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอัตราการขยายตัว  ซึ่งแน่นอนไม่มีทางเป็นไปได้  เราจะคำนวณอายุของจักรวาลได้ประมาณ 10</span>,<span lang="TH">000 ล้านปี  ในปัจจุบันนักจักรวาลวิทยาส่วนใหญ่เชื่อกันว่าจักรวาลเริ่มต้นเมื่อ 10</span>,<span lang="TH">000 ล้านปีที่แล้ว  โดยมวลสารทั้งหมดของมันระเบิดออกมาจากลูกไฟดวงแรกซึ่งมีขนาดเล็ก  การขยายตัวของจักรวาลที่ยังคงเป็นอยู่ในปัจจุบันแสดงถึงแรงระเบิดที่ยังหลงเหลืออยู่ตามแบบจำลอง  หากเราต้องการจะรู้ว่าก่อนขณะนั้นเรามีอะไรเกิดขึ้นเราจะต้องเผชิญกับความยุ่งยากอย่างฉกาจฉกรรจ์ในทางความคิดและภาษาอีกครั้งหนึ่ง   เซอร์เบอร์นาร์ด  โลเวลส์  ได้กล่าวไว้ว่า</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เราได้มาถึงอุปสรรคอันมหึมาของความคิดเนื่องจากเราเริ่มต่อสู้กับความคิดเรื่องเวลาและอวกาศก่อนที่จะมีอยู่  ในความหมายอย่างที่เราประสบในประจำวันของเรา  ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนกับว่าได้ขับรถเข้าไปในหมอกอันหนาทึบที่สุดซึ่งโลกทั้งโลกที่เคยคุ้นได้มลายไป </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เกี่ยวกับอนาคตของจักรวาลซึ่งกำลังขยายตัวอยู่  ต่างกันออกไปแล้วแต่แบบจำลองของจักรวาล  บางแบบก็ทำนายว่าการขยายตัวจะช้าลงและในที่สุดจะหดตัวเข้า   ความคิดที่ว่าจักรวาลจะขยายตัวและหดตัวสลับกันไปในช่วงระยะเวลาที่ยาวนานมากในแต่ละจังหวะ  ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่ในจักรวาลวิทยาสมัยใหม่เท่านั้น  หากยังปรากฏในเทพปกรณัมของอินเดียแต่โบราณ  แนวหนึ่งคือความคิดเรื่องลีลา (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">Lila<span lang="TH">)  การแสดงแห่งสรวงสวรรค์  ซึ่งพรหมันได้จำแลงร่างเป็นโลกลีลาเป็นการแสดงหรือการละเล่นซึ่งประกอบด้วยจังหวะจะโคนแห่งการที่หนึ่งได้กลายเป็นหลากหลาย  และสิ่งหลากหลายได้กลับเป็นหนึ่งในคัมภีร์ภควัทคีตา  พระกฤษณะได้ตรัสถึงจังหวะแห่งการรังสรรค์นี้ว่า</span></span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อสิ้นยามราตรี  สรรพสิ่งกลับมาสู่ธรรมชาติข้า และเมื่อเริ่มวันใหม่ข้านำมันออกมาสู่ความสว่าง </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ด้วยธรรมชาติแห่งข้า  ข้า เป็นเหตุแห่งการรังสรรค์ทั้งมวล  และมันก็หมุนไปในวงเวียนแห่งเวลา </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">แต่ข้าไม่ผูกยึดอยู่กับงานสร้างสรรค์อันใหญ่หลวงนี้  ข้า เป็น และ ข้าเฝ้าดูการดำเนินแห่งการงานนั้น </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ท่านเหล่านั้นให้ภาพของจักรวาลซึ่งขยายตัวและหดตัวสลับกันไป  และเรียกระยะเวลาระหว่างการเริ่มต้นและสิ้นสุดของการรังสรรค์ครั้งหนึ่ง ๆ  อันเป็นเวลายาวนานเกินกว่าที่จะจินตนาการ  จากขอบเขตที่กว้างไพศาลแห่งจักรวาล  ซึ่งการขยายตัว  ขอให้เราย้อนกลับมาสู่โลกของสิ่งที่เล็กอย่างไม่อาจประมาณได้  อาณาจักรของอะตอม  นิวเคลียสและส่วนประกอบของมันการสืบค้นอย่างจริงจัง  ได้ส่งผลเปลี่ยนแปลงทัศนของเราในเรื่องสสารวัตถุหลายประการ  เรากำลังเกี่ยวข้องกับมิติซึ่งเล็กกว่าอะตอมหลายแสนเท่าซึ่งในอนุภาคขนาดที่เล็กเช่นนี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก  จำเป็นต้องใช้โครงร่างซึ่งเกี่ยวข้องกับทฤษฎีควอนตัมและทฤษฎีสัมพัทธภาพและด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพนี้เองที่ทำให้เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทัศนะที่เกี่ยวกับสสารวัตถุของเราอีกครั้ง</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">12.5  <span lang="TH">มวลสารเป็นพลังงาน </span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดก็คือสมการของไอน์สไตน์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">E<span lang="TH">=</span>mc<sup><span lang="TH">2</span></sup><span lang="TH"> แสดงความสัมพันธ์ของพลังงานและมวลสารซึ่งเป็น2แนวคิดที่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะสัมพันธ์กันได้  พลังงานคือความสามารถในการทำงานเช่นเมื่อเราต้มน้ำให้เดือดเราต้องอาศัยพลังงานความร้อนที่อาจเปลี่ยนแปลงมาจากพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานเคมี  และความสำคัญขั้นพื้นฐานของมันอยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ว่าพลังทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในกระบานการหนึ่ง  นั้นจะต้องไม่สูญหายมันอาจจะเปลี่ยนรูปด้วยกลวิธีที่ซับซ้อนและยังไม่เคยมีสิ่งที่อยู่นอกกฎนี้ปรากฏขึ้น </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในปัจจุบันทฤษฎีสัมพัทธภาพได้บอกเราว่ามวลสารไม่ใช่อื่นใดนอกจากพลังงาน  ตัวอย่างเช่นพลังงานที่มีในอนุภาค (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">E<span lang="TH">)  ย่อมเท่ากับมวลสารของอนุภาค (</span>m<span lang="TH">)  คูณด้วยความเร็วของแสงยกกำลังสอง (</span>c<sup><span lang="TH">2</span></sup><span lang="TH">)  แต่ทว่ามันอาจจะถูกเปลี่ยนไปเป็นรูปอื่น ๆ ของพลังงาน  ลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่ออนุภาคชนกัน   พลังงานจลน์นี้จะแบ่งเฉลี่ยไปให้แก่อนุภาคตัวอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับการชนกันนี้  พลังงานจลน์ของมันอาจถูกใช้ไปในการสร้างมวลของอนุภาคตัวใหม่ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">การค้นพบระหว่างมวลสารเป็นพลังงานรูปหนึ่งได้ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนความคิดของเราในเรื่องอนุภาคไปในทางที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น  และดังนั้นอนุภาคจึงไม่ถูกถือว่าประกอบด้วย </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">”<span lang="TH">ก้อน</span>” <span lang="TH">พื้นฐานใด ๆ  อย่างไรก็ตามเนื่องจากพลังงานเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมและกระบวนการดังนั้นมันจึงแสดงนัยที่ว่าธรรมชาติของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม  เราระลึกเสมอว่าจะต้องนึกถึงในแง่สัมพัทธ์กล่าวคือในกรอบโครงร่างของอวกาศและเวลาได้หลอมรวมเป็นสภาพต่อเนื่อง4มิติ  แต่จะมองเป็นวัตถุในสภาพ 4 มิติแห่กาลอวกาศ  อนุภาคซึ่งเล็กกว่าอะตอมเป็นแบบแผนอันเคลื่อนไหวมีทั้งในด้านอวกาศและเวลา  ในด้านอวกาศทำให้มันปรากฏเป็นวัตถุมีมวลสารที่แน่นอนอันหนึ่ง </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">แบบแผนอันเป็นพลวัตหรือ  กลุ่มพลังงาน  เหล่านี้ก่อรูปขึ้นเป็นโครงสร้างของนิวเคลียส  อะตอม  และโมเลกุลที่คงตัวตามลำดับ  จนถึงสสารวัตถุที่ดูแข็งแรงถาวร  จึงทำให้เราเชื่อว่ามันประกอบด้วยสสารขนาดเล็กอย่างใดอย่างหนึ่ง  โดยทั่วไปความคิดเช่นนี้ดูใช้ได้  แต่ในระดับของอะตอมแล้วมันใช้ไม่ได้อะตอมประกอบขึ้นจากอนุภาคก็จริงทว่าอนุภาคเหล่านี้  มิได้ประกอบด้วยก้อนสสารอันใดอันหนึ่ง  เราไม่เคยเห็นส่วนประกอบใด ๆ ของมัน  แบบแผนแห่งการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาอย่างต่อเนื่องเป็นระบำแห่งพลังงานเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันไป </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ทฤษฎีควอนตัมได้แสดงให้เราเห็นว่า  อนุภาคมิได้เป็นเมล็ดแห่งสสารแยกโดดเดี่ยวโดยลำพัง  ทว่าเป็นแบบแผนแห่งความอาจเป็นไปได้  เป็นความเชื่อมโยงสัมพันธ์ภายในข่ายใยแห่งเอกภพที่ไม่อาจแบ่งแยก  อาจจะกล่าวได้ว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพได้ทำให้แบบแผนดังกล่าวเหล่านี้มีชีวิตขึ้น  โดยแสดงให้เห็นถึงลักษณะการเคลื่อนไหว  การดำรงอยู่ของสสารวัตถุและกิจกรรมของมันไม่อาจแยกออกจากกันได้  มันเป็นเพียงคนละแง่มุมของความจริง </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">นักปราชญ์ตะวันออกในสภาวะแห่งสำนึกพิเศษได้หยั่งรู้สอดประสานสัมพันธ์ของกาละและเทศะ  โดยเฉพาะในพระพุทธศาสนาซึ่งปรากฏคำสอนที่สำคัญประการหนึ่งไว้ว่า  สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยงคำว่าสังขารนั้นชั้นต้นหมายถึง  เหตุการณ์  หรือสิ่งที่เกิดขึ้นและยังอาจหมายถึงการกระทำ  ความประพฤติในชั้นที่สองหมายถึงสิ่งที่คงอยู่นี้แสดงให้เห็นว่าชาวพุทธมองวัตถุในเชิงเคลื่อนไหวเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงอันไม่จบสิ้น  ชาวพุทธมองเห็นวัตถุทุกชนิดเป็นกระบวนการร่วมในการเปลี่ยนแปลงของจักรวาลและปฏิเสธความคงอยู่ของสสารใด ๆ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จบบทที่ 12</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2010/11/29/tao-of-physic-12-2/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>5 Free WordPress Themes For Personal Bloggers</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2010/11/29/5-free-wordpress-themes-for-personal-bloggers/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2010/11/29/5-free-wordpress-themes-for-personal-bloggers/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 29 Nov 2010 01:48:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Wordpress]]></category>

		<category><![CDATA[theme]]></category>

		<category><![CDATA[wp theme]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1571</guid>
		<description><![CDATA[
Link : 5 Free WordPress Themes For Personal Bloggers
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-1572" title="wordpressthemes" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2010/11/wordpressthemes.jpg" alt="" width="499" height="344" /></p>
<p>Link : <a href="http://www.onextrapixel.com/2010/10/12/35-free-wordpress-themes-for-personal-bloggers/" target="_blank">5 Free WordPress Themes For Personal Bloggers</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2010/11/29/5-free-wordpress-themes-for-personal-bloggers/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เต๋าแห่งฟิสิกส์ (๑๒) ฟริตจอฟ  คาปรา</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2010/11/26/tao-of-physic-12/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2010/11/26/tao-of-physic-12/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Nov 2010 01:47:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[เต๋าแห่งฟิสิกส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1540</guid>
		<description><![CDATA[ภาคที่ 3   ความสอดคล้อง
บทที่ 12  จักรวาลอันเคลื่อนไหว
จุดหมายสำคัญอันเป็นแกนกลางของศาสนาตะวันออกก็คือ  การหยั่งรู้การที่ปรากฏทั้งมวลในโลกพิภพนี้เป็นสิ่งปรากฏแสดงของสัจธรรมสูงสุดประการเดียว  สัจธรรมนี้ถือเป็นแก่นแท้ของจักรวาล  รองรับและเอาสรรพสิ่งและเหตุการณ์อันหลากหลาย  ซึ่งเราสังเกตเห็นได้นั้น  อยู่ในเอกภาพอันหนึ่งอันเดียวกันฮินดูเรียกสิ่งนั้นว่า  พรหมัน  ชาวพุทธเรียกว่า ธรรมกาย (กายแห่งสัตตะ)  หรือ ตถตา (ความเป็นเช่นนั้นเอง)  และเต๋า  สำหรับผู้นับถือลัทธิเต๋า  แต่ละฝ่ายล้วนยืนยันว่าสัจธรรมดังกล่าวอยู่เหนือความคิดนึก  และท้าทายต่อคำอธิบายต่าง  ๆ

อย่างไรก็ตาม  แก่นแท้อันเป็นปรมัตถ์นี้  มิอาจแยกออกจากสิ่งปรากฏแสดงอันหลากหลายของมัน  แกนกลางแห่งธรรมชาติของสัจธรรมนั้นก็คือการปรากฏแสดงออกมาในรูปลักษณ์นับหมื่นแสน  ซึ่งเกิดและสลายเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งอื่น ๆ โดยไม่รู้ที่สิ้นสุด  ในแง่ปรากฏการณ์ของตัวมันเอง  สัจแห่งเอกภพจึงเป็นสิ่งซึ่งทรงสภาพเคลื่อนไหวโดยเนื้อหา  และการเข้าใจธรรมชาติแห่งการเคลื่อนไหวของเอกภพนับเป็นพื้นฐานของทุกสำนักนิกายของศาสนาตะวันออก  ดี.ที.  สึซึกิ  ได้เขียนเกี่ยวกับนิกายคีกอน (Kegon  School)  แห่งพุทธศาสนาแบบมหายานไว้ว่า
ความคิดสำคัญอันเป็นแกนกลางของนิกายคีกอนก็คือการเข้าใจจักรวาลในเชิงเคลื่อนไหว  จักรวาลซึ่งมีลักษณะสำคัญคือเคลื่อนที่อยู่เสมอ  อยู่ในภาวะแห่งการณ์เคลื่อนไหวตลอดเวลา  นั้นก็คือชีวิต 
การสอนเน้นอยู่ที่การเคลื่อนไหว  เลื่อนไหล  และเปลี่ยนแปลง  มิใช่เป็นลักษณะสำคัญของคำสอนของศาสนาตะวันออกเท่านั้นหากยังเป็นแง่มุมสำคัญในโลกทัศน์ของผู้สนใจในความลึกซึ้งของชีวิตตลอดทุกยุคทุกสมัย  ในกรีกโบราณเฮราคลิตัสสอนว่า “  ทุกสิ่งเลื่อนไหล “ และเปรียบโลกกับไฟซึ่งดำรงอยู่ตลอดเวลาในเม็กซิโก  ดอน  ฮวน  อาจารย์แห่งเผ่ายาคีกล่าวถึง “  โลกซึ่งลอยตัว “  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 12px 0cm 0px;" align="center"><span style="font-family: Tahoma; color: #d60093;"><strong>ภาคที่ 3   ความสอดคล้อง</strong></span></p>
<h4><span lang="TH">บทที่ 12  จักรวาลอันเคลื่อนไหว</span></h4>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จุดหมายสำคัญอันเป็นแกนกลางของศาสนาตะวันออกก็คือ  การหยั่งรู้การที่ปรากฏทั้งมวลในโลกพิภพนี้เป็นสิ่งปรากฏแสดงของสัจธรรมสูงสุดประการเดียว  สัจธรรมนี้ถือเป็นแก่นแท้ของจักรวาล  รองรับและเอาสรรพสิ่งและเหตุการณ์อันหลากหลาย  ซึ่งเราสังเกตเห็นได้นั้น  อยู่ในเอกภาพอันหนึ่งอันเดียวกันฮินดูเรียกสิ่งนั้นว่า  พรหมัน  ชาวพุทธเรียกว่า ธรรมกาย (กายแห่งสัตตะ)  หรือ ตถตา (ความเป็นเช่นนั้นเอง)  และเต๋า  สำหรับผู้นับถือลัทธิเต๋า  แต่ละฝ่ายล้วนยืนยันว่าสัจธรรมดังกล่าวอยู่เหนือความคิดนึก  และท้าทายต่อคำอธิบายต่าง  ๆ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span id="more-1540"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">อย่างไรก็ตาม  แก่นแท้อันเป็นปรมัตถ์นี้  มิอาจแยกออกจากสิ่งปรากฏแสดงอันหลากหลายของมัน  แกนกลางแห่งธรรมชาติของสัจธรรมนั้นก็คือการปรากฏแสดงออกมาในรูปลักษณ์นับหมื่นแสน  ซึ่งเกิดและสลายเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งอื่น ๆ โดยไม่รู้ที่สิ้นสุด  ในแง่ปรากฏการณ์ของตัวมันเอง  สัจแห่งเอกภพจึงเป็นสิ่งซึ่งทรงสภาพเคลื่อนไหวโดยเนื้อหา  และการเข้าใจธรรมชาติแห่งการเคลื่อนไหวของเอกภพนับเป็นพื้นฐานของทุกสำนักนิกายของศาสนาตะวันออก  ดี.ที.  สึซึกิ  ได้เขียนเกี่ยวกับนิกายคีกอน (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">Kegon  School<span lang="TH">)  แห่งพุทธศาสนาแบบมหายานไว้ว่า</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดสำคัญอันเป็นแกนกลางของนิกายคีกอนก็คือการเข้าใจจักรวาลในเชิงเคลื่อนไหว  จักรวาลซึ่งมีลักษณะสำคัญคือเคลื่อนที่อยู่เสมอ  อยู่ในภาวะแห่งการณ์เคลื่อนไหวตลอดเวลา  นั้นก็คือชีวิต </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">การสอนเน้นอยู่ที่การเคลื่อนไหว  เลื่อนไหล  และเปลี่ยนแปลง  มิใช่เป็นลักษณะสำคัญของคำสอนของศาสนาตะวันออกเท่านั้นหากยังเป็นแง่มุมสำคัญในโลกทัศน์ของผู้สนใจในความลึกซึ้งของชีวิตตลอดทุกยุคทุกสมัย  ในกรีกโบราณเฮราคลิตัสสอนว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“  <span lang="TH">ทุกสิ่งเลื่อนไหล </span>“ <span lang="TH">และเปรียบโลกกับไฟซึ่งดำรงอยู่ตลอดเวลาในเม็กซิโก  ดอน  ฮวน  อาจารย์แห่งเผ่ายาคีกล่าวถึง </span>“  <span lang="TH">โลกซึ่งลอยตัว </span>“  <span lang="TH">และยืนยันว่า </span>“ <span lang="TH">การจะเป็นผู้รู้นั้น </span>“  <span lang="TH">บุคคลต้องทำตนให้เบาและเลื่อนไหลได้</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในปรัชญาอินเดีย  คำสำคัญที่ชาวฮินดูและชาวพุทธใช้มักมีความหมายในเชิงเคลื่อนไหว  เช่นคำว่า  พรหมัน  มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตว่า  พฤห ( </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">brih <span lang="TH">)  เจริญ  ดังนั้น  จึงแสดงความจริงซึ่งเคลื่อนไหวและมีชีวิตชีวา  ราธะกฤษนันท์  ( </span>Radhakrishnan  <span lang="TH">)  กล่าวว่า </span>“ <span lang="TH">คำว่าพรหมัน นั้นหมายถึงความเจริญเติบโต  และมุ่งแสดงลักษณะแห่งชีวิต  การเคลื่อนไหวและความก้าวหน้า </span>“  <span lang="TH">คัมภีร์อุปนิษัท  กล่าวถึง  พรหมัน  ว่าเป็น </span>“  <span lang="TH">การเคลื่อนไหวอันไร้รูปลักษณ์และเป็นอมตะ </span>“  <span lang="TH">ซึ่งก็สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวถึงแม้ว่าจะพ้นไปจากรูปลักษณ์ต่าง ๆ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คัมภีร์ฤคเวท  ใช้คำซึ่งแสดงลักษณะอันเคลื่อนไหวของจักรวาลว่า  ฤตา ( </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">Rita <span lang="TH">) คำ ๆ นี้มาจากศัพท์ว่า  ฤ (</span>ri ) <span lang="TH">เคลื่อนไหว  ความหมายเดิมของคัมภีร์ฤคเวทคือ </span>“ <span lang="TH">วิถีแห่งสรรพสิ่ง </span>“ <span lang="TH">หรือ </span>“ <span lang="TH">โองการของธรรมชาติ </span>“  <span lang="TH">โองการแห่งธรรมชาติในความหมายของผู้รจนาคัมภีร์พระเวทนั้นมิใช่กฏเกณฑ์อันหยุดนิ่งตายตัว  แต่เป็นหลักการอันเคลื่อนไหวซึ่งสืบสายมาในจักรวาล  ความคิดนี้เหมือนกับความคิดของจีนเรื่อง  เต๋า </span>– <span lang="TH">ทาง  วิถีทางซึ่งจักรวาลกระทำการ  นั่นคือ  โองการของธรรมชาติเช่นเดียวกับผู้รจนาคัมภีร์  นักปราชญ์จีนเห็นว่าโลกมีลักษณะเลื่อนไหลและเปลี่ยนแปลง  ดังนั้นจึงให้ความหมายของกฎเกณฑ์แห่งเอกภพในเชิงเคลื่อนไหวทั้งสองแนวคิด คือ ฤตา และ เต๋า ได้ถูกลดระดับลงมาจากระดับของเอกภพในความหมายเดิมสู่ระดับของมนุษย์ในเวลาต่อมา  และถูกตีความในแง่ศีลธรรม ฤตาเป็นกฎของจักรวาลซึ่งเทพและมนุษย์ทั้งมวลจะต้องปฏิบัติตาม  และเต๋าเป็นวิถีดำเนินแห่งชีวิตที่ถูกต้อง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">12.1  องค์รวมที่มีชีวิต </span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">แนวความคิดเรื่องฤตาในคัมภีร์พระเวทได้เกิดขึ้นก่อนความคิดเรื่อง กรรม ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในภายหลังเพื่อแสดงความสัมพันธ์เชิงเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งหลาย กรรม หมายถึง </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">การกระทำ </span>“ <span lang="TH">และมุ่งแสดงความสัมพันธ์อย่างเคลื่อนไหวหรืออย่าง </span>“ <span lang="TH">กระตือรือร้น </span>“ <span lang="TH">ของปรากฎการณ์ทั้งหลาย ในคัมภีร์ภควัทคีตากล่าวไว้ว่า </span>“ <span lang="TH">การกระทำทุกชนิดเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของกาลเวลาโดยการสานต่อของแรงต่างๆ ของธรรมชาติ </span>“ <span lang="TH">พระพุทธเจ้าได้นำความคิดเรื่องกรรมมาใช้และให้ความหมายใหม่  โดยขยายขอบเขตความคิดในเรื่องการสอดประสานสัมพันธ์อันเป็นพลวัตนั้นสู่สภาพการณ์ของมนุษย์  ดังนั้น กรรม จึงกลายมาเป็นส่วนขยายของสายโซ่แห่งเหตุและผลอันไม่รู้สิ้นสุดของชีวิตมนุษย์  ซึ่งพระพุทธองค์ทรงหักทำลายลงได้ในการตรัสรู้ของพระองค์</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ศาสนาฮินดูมีวิธีมากมายที่จะแสดงธรรมชาติอันเคลื่อนไหวของจักรวาลในภาษาของเทพปกรณัม  ดังที่พระกฤษณะกล่าวไว้ใน คีตา ว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">หากข้าฯ  ไม่ตั้งตนอยู่ในการกระทำ  โลกพิภพนี้ก็จะสลายลง </span>“ <span lang="TH">และพระศิวะ  พระผู้เริงรำแห่งเอกภพดูจะเป็นบุคลาธิษฐาน แทนจักรวาลอันเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์ที่สุด  ด้วยการเริงรำของพระองค์ พระศิวะได้ทำให้ปรากฏการณ์อันหลากหลายในโลกดำเนินไป  พระองค์รวมเอาทุกสิ่งไว้ในจังหวะแห่งการร่ายรำของพระองค์  นับเป็นรูปเคารพซึ่งแสดงถึงเอกภาพอันเป็นพลวัตของจักรวาลได้งดงามยิ่ง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ศาสนาฮินดูได้ให้ภาพทั่วๆไป ของเอกภพว่ามีลักษณะเป็นองค์รวมที่มีชีวิต ( </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">organic <span lang="TH">) ขยายตัวและเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะ ภาพของจักรวาลที่ทุกสิ่งเป็นของไหลและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ    สิ่งซึ่งหยุดนิ่งทั้งมวลล้วนเป็น มายา     อันเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น  ความคิดเรื่องความไม่เที่ยงของทุกรูปลักษณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของพุทธศาสนา  พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า </span>“ <span lang="TH">สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง </span>“ <span lang="TH">และความทุกข์ทั้งหลายในโลกนี้เกิดจากการพยายามยึดอยู่ในรูปลักษณ์อันตายตัว ไม่ว่าจะเป็น วัตถุ  บุคคล หรือความคิด  แทนที่จะยอมรับการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของโลก  โลกทัศน์ ในเชิงพลวัตจึงเป็นรากฐานของพระพุทธศาสนาดังที่ปรากฏในคำกล่าวของราธะกฤษนันท์ว่า</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ปรัชญาแห่งการเคลื่อนไหวอันน่ามหัศจรรย์นี้ถูกสร้างขึ้นโดยพระพุทธเจ้าเมื่อ 2,500 ปีมาแลัว</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">…<span lang="TH">ด้วยความรู้สึกต่อความไม่คงตัวของวัตถุ  การกลับกายเปลี่ยนแปลงบางอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของสิ่งต่าง ๆ พระพุทธองค์ทรงให้กำเนิดแก่ปรัชญาการเปลี่ยนแปลง  พระองค์ทรงย่อยสลายสสารวัตถุ  วิญญาณ  อณูสิ่งต่าง ๆ ลงเป็นแรง  การเคลื่อนไหว  ลำดับ  และกระบวนการ  ทั้งสร้างแนวคิดเรื่องสัจจะในเชิงพลวัต</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center; text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center"><img class="alignnone size-full wp-image-1539" title="chap12-01" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2010/11/chap12-01.jpg" alt="" width="190" height="183" /></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center; text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">แผนภูมิแห่งการเปลี่ยนแปลงตามแบบลัทธิเต๋า    แสดงการลื่นไหลและการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์อันเป็นเนื้อหาของโลกกายภาพ:ศตวรรษที่สิบเอ็ด</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">, <span lang="TH">คัดลอกจากคัมภีร์เต๋าจัง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">12.2  ผู้มาและไป </span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ชาวพุทธเรียกโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่รู้หยุดนี้ว่า  สังสารวัฏ  ซึ่งมีความหมายว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">การเคลื่อนไหวหมุนวนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</span>”  <span lang="TH">และชาวพุทธยังยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดในวังวนนี้ซึ่งมีค่าควรแก่การยึดถือ  ดังนั้นผู้รู้แจ้งของชาวพุทธก็คือผู้ที่ไม่ต่อต้านการเลื่อนไหลของชีวิต  หากทว่าทำตนให้คล้อยตามการเปลี่ยนแปลงนั้นเมื่อมีผู้ถามท่านอวิ่นเหมิน (</span>Yun<span lang="TH">-</span>,men<span lang="TH">)  พระภิกษุนิกาย ธยาน  ว่า </span>”<span lang="TH">อะไรคือเต๋า</span>”  <span lang="TH">ท่านตอบว่า </span>“<span lang="TH">เดินต่อไป</span>”  <span lang="TH">ชาวพุทธยังเรียกพุทธองค์ว่า  ตถาคต  ซึ่งมีความหมายว่า </span>“<span lang="TH">ผู้มาและไปแล้วเช่นนั้น</span>”  <span lang="TH">ในปรัชญาจีน  สัจธรรมแห่งการเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงไม่รู้หยุดนี้เรียกกันว่า  เต๋า  และถือเป็นกระบวนการของเอกภาพซึ่งเกี่ยวโยงกับทุกสิ่ง  เช่นเดียวกับชาวพุทธ  ผู้นับถือเต๋ากล่าวว่า  บุคคลไม่ควรต้านการเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลง  แต่ควรปรับเปลี่ยนการกระทำของตนให้สอดคล้องกับมันซึ่งนี่ก็คือคุณสมบัติของนักปราชญ์-ผู้รู้แจ้ง  หากว่าพระพุทธเจ้าคือ </span>“<span lang="TH">ผู้มาและไปแล้วเช่นนั้น</span>”  <span lang="TH">นักปราชญ์เต๋าคือ  ผู้ซึ่ง </span>“<span lang="TH">เลื่อนไหลในกระแสของเต๋า</span>”  <span lang="TH">ตามคำของฮวยหนั่นจื๊อ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ยิ่งเราศึกษาคัมภีร์ของฮินดู  พุทธ  และเต๋ามากขึ้นเท่าใด  เราก็ยิ่งประจักษ์ชัดเจนขึ้นว่าในทุกศาสนานั้นถือว่าโลกมีลักษณะแห่งการเคลื่อนไหว  เลื่อนไหลเปลี่ยนแปลง  นักปราชญ์ตะวันออกเห็นว่าจักรวาลเป็นข่ายใยอันไม่อาจแยกจากกันได้  และความเชื่อมโยงภายในข่ายในนั้น  มีลักษณะ  เคลื่อนไหว  เติบโต  และเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับ  วิชาฟิสิกส์สมัยใหม่ก็เห็นว่าจักรวาลเป็นข่ายใยแห่งสัมพันธ์ซึ่งมีลักษณะเคลื่อนไหวโดยเนื้อหา  พลวัตแห่งสสารวัตถุเกิดขึ้นในทฤษฎีควอนตัมโดยเป็นผลเนื่องมาจากคุณสมบัติความเป็นคลื่นของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม  และยิ่งมีความสัมพันธ์มากยิ่งขึ้นในทฤษฎีสัมพัทธภาพ  ซึ่งการรวมเป็นหนึ่งเดียวของอวกาศและเวลาได้แสดงนัยที่ว่า  การดำรงอยู่ของสสารวัตถุไม่อาจแยกได้จากกิจกรรมของมัน  ดังนั้นคุณสมบัติของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมนั้น  เราจะต้องศึกษาเข้าใจในแง่การเคลื่อนไหว  ในปฏิกิริยา  และการเปลี่ยนแปลงของมัน</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ตามทฤษฎีควอนตัม  อนุภาคเป็นคลื่นด้วย  นี่แสดงนัยที่ว่ามันประพฤติตนในลักษณะที่ประหลาดอย่างยิ่ง  เมื่อใดที่อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมถูกจำกัดอยู่ภายในขอบขนาดเล็ก ๆ มันจะมีปฎิกิริยาต่อการจำกัดขอบเขตนี้โดยการเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ ยิ่งขอบเขตจำกัดนั้นมีขนาดเล็กลงมากเท่าใด  อนุภาคจะยิ่ง </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">สั่น</span>” <span lang="TH">เร็วขึ้นเท่านั้น  พฤติกรรมของอนุภาคในลักษณะนี้เป็น </span>“<span lang="TH">ผลแห่งควอนตัม</span>”  <span lang="TH">(</span>Quantum  Effect<span lang="TH">)  ซึ่งเป็นคุณลักษณะของโลกแห่งโลกอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม  โดยยังไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบให้เห็นในโลกของวัตถุที่มองเห็นได้  แนวโน้มของอนุภาคที่จะต่อต้านต่อการจำกัดขอบเขตของมันด้วยการเคลื่อนที่  แสดงให้เห็น </span>“<span lang="TH">สภาพอันไม่หยุดนิ่ง</span>”  <span lang="TH">อันเป็นพื้นฐานของสสารวัตถุ  ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม  ในอาณาจักรแห่งอนุภาคทั้งหลายเหล่านี้  อนุภาคของวัตถุส่วนใหญ่ถูกดึงดูดไว้กับโครงสร้างของโมเลกุล  อะตอมและนิวเคลียส  ดังนั้นจึงไม่หยุดนิ่ง  แต่มีแนวโน้มภายในที่จะเคลื่อนที่ไป  นั่นคือมันมีสภาพที่ไม่อาจหยุดนิ่งโดยเนื้อหา  ดังนั้นตามทฤษฎีควอนตัมสสารวัตถุจึงไม่เคยสงบนิ่ง  แต่อยู่ในสภาพที่เคลื่อนไหวอยู่เสมอ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">วิชาฟิสิกส์สมัยใหม่จึงมองภาพของสสารวัตถุมิใช่สิ่งซึ่งเฉื่อยชาไร้การกระทำแต่เป็นสิ่งที่มีการร่ายรำและเคลื่อนไหวสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง  โดยที่จังหวะการเคลื่อนที่ของมันถูกกำหนดโดยโครงสร้างของโมเลกุล  อะตอมและนิวเคลียส  และนี่ก็เป็นวิธีที่นักปราชญ์ตะวันออกมองโลกแห่งวัตถุ  โดยต่างเน้นให้เห็นว่าต้องเข้าใจจักรวาลในเชิงพลวัต  เนื่องจากมันเคลื่อนที่  สั่นไหว  และร่ายรำตลอดเวลาเน้นให้เห็นว่าธรรมชาติอยู่ในดุลยภาพอันเคลื่อนไหว  มิใช่หยุดนิ่ง  ในคัมภีร์ของเต๋ากล่าวไว้ว่า</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความสงบนิ่งในความสงบนิ่งมิใช่ความสงบนิ่งที่แม้จริง  แต่เมื่อมีความสงบนิ่งในท่ามกลางการเคลื่อนไหวเท่านั้น  ท่วงทำนองแห่งจิตวิญญาณจึงปรากฏ  ทั้งในสวรรค์และบนโลกพิภพ</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2010/11/26/tao-of-physic-12/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เต๋าแห่งฟิสิกส์ (๑๑) ฟริตจอฟ  คาปรา</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2010/11/26/tao-of-physic-11/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2010/11/26/tao-of-physic-11/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Nov 2010 01:42:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[เต๋าแห่งฟิสิกส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1537</guid>
		<description><![CDATA[ภาคที่ 3   ความสอดคล้อง
บทที่ 11  เหนือโลกแห่งความขัดแย้ง
เมื่อนักปราชญ์ตะวันออกกล่าวว่าท่านนั่งรู้สรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งมวลเป็นการแสดงออกของเอกสภาวะอันเป็นพื้นฐาน นั่นมิได้หมายความว่าท่านเห็นทุกสิ่งเสมอเหมือนกันไปหมด ปัจเจกภาพของแต่ละสิ่งยังคงดำรงอยู่ ทว่าในขณะเดียวกันท่านเหล่านั้นก็ตระหนักรู้ว่าข้อแตกต่างและข้อขัดแย้งทั้งหมดเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ดำรงอยู่ในความเป็นเอกภาพ และเนื่องจากความเป็นเอกภาพของสิ่งที่ขัดแย้งกัน และโดยเฉพาะความเป็นเอกภาพของสิ่งที่ตรงกันข้ามนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้โดยยากในสภาวะความรับรู้อย่างสามัญของเรา จึงทำให้ปรัชญาตะวันออกยังคงดูลึกลับน่าพิศวง อย่างไรก็ดี สิ่งนี้คือญาณทัศนะซึ่งเป็นรากฐานของโลกทัศตะวันออก

สิ่งที่ตรงกันข้ามเป็นความคิดเชิงย่อสรุป เป็นฝักฝ่ายของอาณาจักรเชิงความคิดและดังนั้นจึงเปลี่ยนเป็นสิ่งสัมพัทธ์  โดยการที่เรามุ่งสนใจต่อความคิดอันใดอันหนึ่ง เราได้สร้างความคิดที่ตรงกันข้ามขึ้นมาด้วย ดังที่เหล่าจื๊อกล่าวไว้ว่า “เมื่อทุกคนในโลกนี้เห็นสิ่งสวยงามว่าสวยงาม เมื่อนั้นความน่าเกลียดก็ปรากฏ” (1)  ศาสนิกก้าวพ้นอาณาจักรแห่งความชาญฉลาดดังกล่าว โดยการตระหนักถึงความเป็นสิ่งสัมพัทธ์และความสัมพัทธ์เชิงขั้วของสิ่งที่ตรงกันข้าม  เขาตระหนักว่าสิ่งที่ดีและชั่ว สุขและทุกข์ ชีวิตและความตาย มิใช่สิ่งสัมบูรณ์ที่แยกเป็นคนละฝ่าย  แต่เป็นเพียงสองด้านของความจริงอันเดียวกัน เป็นส่วนสุดโต่งสองด้านของสิ่งเดียวกัน ความตระหนักรู้ว่าสิ่งตรงกันข้ามทั้งหมดเป็นเพียงขั้วคนละขั้วของสิ่งเดียวกัน และทุกสิ่งเป็นเอกภาพนี้ ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ตามคำสอนในทางจิตวิญญาณของตะวันออก “จงดำรงอยู่ในสัจจะตลอดไป จงอยู่เหนือความขัดแย้งของโลก”  พระกฤษณะกล่าวแนะนำอรชุนในภควทคีตา และคำแนะนำเดียวกันมีในหมู่พุทธศาสนิกชน ดี. ที. สึซึกิ เขียนไว้ว่า
ความคิดพื้นฐานในพุทธศาสนาคือการไปพ้นโลกแห่งสิ่งที่ตรงกันข้าม โลกซึ่งสร้างขึ้นด้วยการแบ่งแยกอันชาญฉลาดและแปดเปื้อนทางอารมณ์ และเพื่อหยั่งรู้โลกแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งปราศจากการแบ่งแยก อันบุคคลได้บรรลุทัศนะที่สมบูรณ์(2) 
11.1  สภาพขั้วตรงกันข้าม
คำสอนในพระพุทธศาสนาทั้งหมด และโดยแท้จริงคำสอนของศาสนาตะวันออกทั้งหมด มุ่งสู่การบรรลุทัศนะอันสัมบูรณ์ในโลกแห่ง อจินไตย  หรือ “ไร้ความคิด” ซึ่งเอกภาพแห่งสิ่งที่ตรงกันข้ามทั้งหลายกลายเป็นประสบการณ์จริง บทกวีเซ็นเขียนไว้ว่า





เมื่อค่ำไก่ขัน บอกเวลารุ่งอรุณ
เมื่อเที่ยงคืน พระอาทิตย์ส่องสว่างเจิดจ้า





ความคิดที่ว่าสิ่งที่ตรงกันข้ามทั้งมวลเป็นเพียงขั้วตรงข้ามของสิ่งเดียวกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 12px 0cm 0px;" align="center"><span style="font-family: Tahoma; color: #d60093;"><strong>ภาคที่ 3   ความสอดคล้อง</strong></span></p>
<h4><span lang="TH">บทที่ 11  เหนือโลกแห่งความขัดแย้ง</span></h4>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อนักปราชญ์ตะวันออกกล่าวว่าท่านนั่งรู้สรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งมวลเป็นการแสดงออกของเอกสภาวะอันเป็นพื้นฐาน นั่นมิได้หมายความว่าท่านเห็นทุกสิ่งเสมอเหมือนกันไปหมด ปัจเจกภาพของแต่ละสิ่งยังคงดำรงอยู่ ทว่าในขณะเดียวกันท่านเหล่านั้นก็ตระหนักรู้ว่าข้อแตกต่างและข้อขัดแย้งทั้งหมดเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ดำรงอยู่ในความเป็นเอกภาพ และเนื่องจากความเป็นเอกภาพของสิ่งที่ขัดแย้งกัน และโดยเฉพาะความเป็นเอกภาพของสิ่งที่ตรงกันข้ามนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้โดยยากในสภาวะความรับรู้อย่างสามัญของเรา จึงทำให้ปรัชญาตะวันออกยังคงดูลึกลับน่าพิศวง อย่างไรก็ดี สิ่งนี้คือญาณทัศนะซึ่งเป็นรากฐานของโลกทัศตะวันออก</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span id="more-1537"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">สิ่งที่ตรงกันข้ามเป็นความคิดเชิงย่อสรุป เป็นฝักฝ่ายของอาณาจักรเชิงความคิดและดังนั้นจึงเปลี่ยนเป็นสิ่งสัมพัทธ์  โดยการที่เรามุ่งสนใจต่อความคิดอันใดอันหนึ่ง เราได้สร้างความคิดที่ตรงกันข้ามขึ้นมาด้วย ดังที่เหล่าจื๊อกล่าวไว้ว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">เมื่อทุกคนในโลกนี้เห็นสิ่งสวยงามว่าสวยงาม เมื่อนั้นความน่าเกลียดก็ปรากฏ</span>” (<span lang="TH">1)  ศาสนิกก้าวพ้นอาณาจักรแห่งความชาญฉลาดดังกล่าว โดยการตระหนักถึงความเป็นสิ่งสัมพัทธ์และความสัมพัทธ์เชิงขั้วของสิ่งที่ตรงกันข้าม  เขาตระหนักว่าสิ่งที่ดีและชั่ว สุขและทุกข์ ชีวิตและความตาย มิใช่สิ่งสัมบูรณ์ที่แยกเป็นคนละฝ่าย  แต่เป็นเพียงสองด้านของความจริงอันเดียวกัน เป็นส่วนสุดโต่งสองด้านของสิ่งเดียวกัน ความตระหนักรู้ว่าสิ่งตรงกันข้ามทั้งหมดเป็นเพียงขั้วคนละขั้วของสิ่งเดียวกัน และทุกสิ่งเป็นเอกภาพนี้ ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ตามคำสอนในทางจิตวิญญาณของตะวันออก </span>“<span lang="TH">จงดำรงอยู่ในสัจจะตลอดไป จงอยู่เหนือความขัดแย้งของโลก</span>”  <span lang="TH">พระกฤษณะกล่าวแนะนำอรชุนในภควทคีตา และคำแนะนำเดียวกันมีในหมู่พุทธศาสนิกชน ดี. ที. สึซึกิ เขียนไว้ว่า</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดพื้นฐานในพุทธศาสนาคือการไปพ้นโลกแห่งสิ่งที่ตรงกันข้าม โลกซึ่งสร้างขึ้นด้วยการแบ่งแยกอันชาญฉลาดและแปดเปื้อนทางอารมณ์ และเพื่อหยั่งรู้โลกแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งปราศจากการแบ่งแยก อันบุคคลได้บรรลุทัศนะที่สมบูรณ์(2) </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 12pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">11.1  <span lang="TH">สภาพขั้วตรงกันข้าม</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คำสอนในพระพุทธศาสนาทั้งหมด และโดยแท้จริงคำสอนของศาสนาตะวันออกทั้งหมด มุ่งสู่การบรรลุทัศนะอันสัมบูรณ์ในโลกแห่ง อจินไตย  หรือ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ไร้ความคิด</span>” <span lang="TH">ซึ่งเอกภาพแห่งสิ่งที่ตรงกันข้ามทั้งหลายกลายเป็นประสบการณ์จริง บทกวีเซ็นเขียนไว้ว่า</span></span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อค่ำไก่ขัน บอกเวลารุ่งอรุณ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อเที่ยงคืน พระอาทิตย์ส่องสว่างเจิดจ้า</span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดที่ว่าสิ่งที่ตรงกันข้ามทั้งมวลเป็นเพียงขั้วตรงข้ามของสิ่งเดียวกัน สว่างและมืด แพ้และชนะ ดีและชั่ว เป็นเพียงด้านที่ต่างกันของปรากฏการณ์อันเดียวกัน เป็นหลักการพื้นฐานอันหนึ่งของวิถีชีวิตแบบตะวันออก ในเมื่อสิ่งที่ตรงกันข้ามเป็นสิ่งที่ต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ความขัดแย้งระหว่างมันไม่เคยส่งผลเป็นชัยชนะอย่างสิ้นเชิงของด้านใดด้านหนึ่ง แต่จะปรากฏเสมอว่าเป็นการปรากฏแสดงของการขับเคี่ยวระหว่างด้านทั้งสอง ในตะวันออก ผู้ทรงคุณอันบริสุทธิ์จึงมิใช่ผู้ที่พยายามทำความดี และเพียรละความชั่ว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่เป็นผู้ที่สามารถรักษาดุลยภาพอันเคลื่อนไหวระหว่างดีและชั่ว</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดในเรื่องดุลยภาพอันเคลื่อนไหวนี้เป็นสิ่งจำเป็นแก่วิถีทางในการหยั่งรู้เอกภาพของสิ่งที่ตรงกันข้าม ในศาสนาตะวันออก ดุลยภาพนี้มิใช้สภาวะสถิต แต่เป็นการขับเคี่ยวระหว่างสภาพสุดโต่งสองด้านเสมอ ประเด็นนี้ได้รับการเน้นย้ำมากที่สุดโดยนักปราชญ์ชาวจีนโดยการสร้างสัญลักษณ์ หยิน และ หยัง ซึ่งแสดงขั้วตรงกันข้ามของสรรพสิ่ง และเรียกเอกภาพภายใต้ หยิน และหยัง นั้นว่า เต๋า อันเป็นสิ่งที่ก่อเกิดการขับเคี่ยวระหว่างหยินและหยัง </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">สิ่งที่ทำให้เดี๋ยวมืด เดี๋ยวสว่าง คือเต๋า</span>”</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เอกภาพอันเป็นพลวัตของขั้วที่ตรงกันข้ามนี้ อาจแสดงด้วยภาพการเคลื่อนที่ของวงกลมและเงาของมัน สมมติว่าเรามีลูกบอลซึ่งหมุนเป็นกลม และถ้าหากการหมุนนี้ถูกฉายให้เกิดเงาบนจอภาพ เราจะเห็นมันเป็นการเคลื่อนกลับไป-มา ระหว่างจุดปลายสองจุด (เพื่อเปรียบเทียบกับความคิดของจีน ข้าพเจ้าเขียนคำว่าเต๋า ในวงกลม และหยินกับหยังที่จะดูปลายทั้งสอง) ลูกบอลหมุนเป็นวงกลมด้วยความเร็วคงที่</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center"><img class="alignnone size-full wp-image-1534" title="chap11-01" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2010/11/chap11-01.gif" alt="" width="430" height="217" /></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">แต่งเงาของมันจะเคลื่อนที่ช้าลงเมื่อเข้าใกล้ปลาย วกกลับ และเคลื่อนที่ด้วยความเร่งสู่ปลายอีกข้างหนึ่ง ซึ่งเมื่อเข้าไปใกล้ก็จะเคลื่อนที่ช้าลงอีกครั้ง และดำเนินต่อไปในลักษณะเดียวกัน วนเวียนไม่รู้จบ เงาของการเคลื่อนที่ในลักษณะวงกลมดังกล่าวจะปรากฏเป็นการเคลื่อนที่กลับไป-มาระหว่างจุดปลายที่ตรงกันข้ามสองจุด แต่การเคลื่อนไหวในลักษณะวงกลมแสดงความเป็นเอกภาพและปราศจากสภาพขั้วตรงข้าม ซึ่งภาพการรวมเป็นเอกภาพของสิ่งที่ตรงกันข้ามในเชิงเคลื่อนไหวนี้ เป็นสิ่งที่นักคิดจีนคำนึงถึงเป็นอย่างมาก ดังที่จะเห็นได้จากคำกล่าวของจางจื๊อที่ว่า</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">การที่ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">”<span lang="TH">นั่น</span>” <span lang="TH">และ </span>“<span lang="TH">นี่</span>” <span lang="TH">พ้นสภาพการเป็นสิ่งตรงข้ามคือแก่นแท้ของเต๋า ด้วยแก่นแกนนี้เท่านั้นที่เป็นศูนย์กลางแห่งวังวนของการเปลี่ยนแปลงอันไม่รู้สิ้นสุด</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 12pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">11.2  <span lang="TH">หญิงกับชาย</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">สภาพขั้วตรงกันข้ามอันสำคัญประการหนึ่งในชีวิต คือ ธรรมชาติแห่งความเป็นชาย </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">– <span lang="TH">ปุริสภาวะ และความเป็นหญิง </span>– <span lang="TH">อิตถีภาวะ เช่นเดียวกับสภาพขั้วตรงข้ามของดีและชั่ว หรือชีวิตและความตาย ที่ทำให้เรารู้สึกอึดอัดกับสภาพความเป็นชายหญิงในตัวเราเอง ดังนั้นเราจึงเน้นในด้านใดด้านหนึ่งเด่นขึ้นมา สังคมตะวันตกเน้นปุริสภาวะมากกว่าอิตถีภาวะ โดยไม่ได้ตระหนักรู้ว่าบุคลิกภาพของชายและหญิงแต่ละคนเป็นผลงานการผสมผสานระหว่างทั้งสอง ดังนั้นจึงยึดเอาว่าชายต้องมีลักษณะเข้มแข็ง และหญิงต้องมีลักษณะอ่อนหวานนุ่มนวล กำหนดให้ชายมีบทบาทหน้าที่มากมาย ทัศนคติดังกล่าวส่งให้เกิดการเชิดชูหยังหรือปุริสภาพวะของมนุษย์มากเกินไป เน้นความกระตือรือร้น การคิดอย่างเป็นเหตุผลการแข่งขัน ความก้าวร้าว และอื่น ๆ ด้านหยินหรืออิตถีภาวะ ซึ่งรวมเอาลักษณะแห่งความรับรู้ ที่อาจอธิบายด้วยคำต่าง ๆ เช่น ญาณ ศาสนา ลึกลับ จิตใจ ได้ถูกลดบทบาทในสังคมผู้ชายเป็นใหญ่นี้</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในศาสนาตะวันออก ได้มีการพัฒนาอิตถีภาวะสู่สภาพที่สมดุลกับปุริสภาวะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ บุคคลผู้รู้แจ้งในทัศนะของเหลาจื๊อ คือผู้ที่</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">”<span lang="TH">รู้จักความแข็งแรงอย่างชายและยังรักษาความนุ่มนวลอย่างหญิงไว้ได้</span>” <span lang="TH">ในศาสนาตะวันออกหลายๆศาสนา เป้าหมายหลักของการทำสมาธิภาวนาก็คือ การสร้างดุลยภาพอันเป็นพลวัตระหว่างความรับรู้สองด้าน ชายและหญิง และมักจะแสดงออกในรูปของงานศิลปะ รูปสลักของศิวะเทพในโบสถ์ของฮินดูที่ เอลีเฟนตา (</span>Elephanta)  <span lang="TH">แสดงภาพพระพักตร์สามด้านของเทพ พระพักตร์ด้านขวาแสดงภาคบุรุษแทนความเข้มแข็งและอำนาจ ด้านซ้ายแสดงถึงสตรีแสดงความนุ่มนวลความสง่างาม ความมีเสน่ห์ ตรงกึ่งกลางอันเป็นภาพพระเศียรอันงดงามของพระศิวะมเหศวร พระผู้เป็นใหญ่ ซึ่งฉายแววแห่งความสงบและอุเบกขา แทนเอกภาพอันสูงส่งอันรวมทั้งสองภาคเข้าไว้ ในโบสถ์เดียวกัน ยังมีรูปสลักของพระศิวะลักษณะครึ่งหญิงครึ่งชาย ส่วนพระกายอยู่ในท่าที่ชดช้อยอ่อนไหว พระพักตร์อิ่มเอมอย่างสงบและปล่อยวาง รูปลักษณะนี้แสดงเอกภาพของอิตถีภาวะและปริสะภาวะอีกภาพหนึ่ง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในพุทธศาสนิกกายตันตระ ขั้วแห่งความเป็นชาย-หญิง มักถูกแสดงออกโดยอาศัยสัญลักษณ์ทางเพศ ปัญญาญาณถือได้ว่าเป็นธรรมชาติฝ่ายรับของมนุษย์และเพศหญิงความรัก ความกรุณา เป็นผ่ายกระทำและเพศชาย เอกภาพของทั้งสองฝ่ายในกระบวนการของการตรัสรู้แสดงด้วยสัญลักษณ์การสวมกอดกันและกันของเทพและเทพี ศาสนาตะวันออกยืนยันว่าเอกภาพดังกล่าวจะปรากฏก็แต่ในสำนึกระดับสูง ซึ่งไปพ้นอาณาจักรความคิดและถ้อยคำภาษา และสิ่งที่ตรงกันข้ามทั้งมวลปรากฏเป็นเอกภาพอันเคลื่อนไหว</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 12pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">11.3  <span lang="TH">โลกสี่มิติ</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ข้าพเจ้าได้เคยกล่าวมาแล้วว่า ฟิสิกส์สมัยใหม่ได้เสนอสิ่งที่คล้ายคลึงกันนี้ การศึกษาสำรวจอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมได้เปิดเผยความจริงซึ่งได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไปพ้นภาษาและเหตุผล และการรวมเป็นเอกภาพของความคิดที่ เคยเชื่อว่าเป็นสิ่งตรงกันข้ามและไม่อาจผสมผสานกันได้ นั้นได้กลายเป็นคุณลักษณะอันน่าตื่นใจของความจริงอันใหม่นี้ แนวความคิดซึ่งดูแล้วว่าไม่น่าจะเข้ากันได้ดังกล่าวนี้ มิใช่แนวที่ศาสนาตะวันออกสนใจเกี่ยวข้องด้วยทว่าการรวมเป็นเอกภาพของมันในความจริงระดับที่สูงขึ้นไป เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับศาสนาตะวันออก ดังนั้นนักฟิสิกส์สมัยใหม่อาจที่จะบรรลุถึงญาณทัศนะอันปรากฏในคำสอนสำคัญของตะวันออกไกล โดยการค้นหาประสบการณ์ในสาขาของตน เป็นนักฟิสิกส์รุ่นใหม่กลุ่มเล็กๆซึ่งกำลังทวีจำนวนขึ้น ได้พบว่าวิธีการดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและกระตุ้นให้เกิดความสนใจในศาสนาตะวันออกมากขึ้นตัวอย่างของการรวมตัวกันของแนวความคิดที่ตรงกันข้ามในวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่อาจจะพบได้ในการศึกษาในระดับอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม ซึ่งอนุภาคเป็นทั้งสิ่งที่ทั้งทำลายได้และทำลายไม่ได้และสสารวัตถุเป็นสิ่งที่มีสภาพต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง และแรงกับสสารวัตถุเป็นเพียงสองด้านของปรากฏการณ์เดียวกัน ตัวอย่างทั้งหมดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ากรอบแนวคิดที่ตรงกันข้าม อันเกิดจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเรานั้น เป็นสิ่งที่คับแคบเกินไปสำหรับโลกของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม ทฤษฎีสัมพัทธภาพเป็นทฤษฎีที่สำคัญยิ่งในการอธิบายโลภพิภพนี้ และในโครงราง</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">”<span lang="TH">สัมพัทธ์</span>” <span lang="TH">นั้น แนวคิดดั้งเดิมได้ถูกก้าวว่างไปสู่มิติที่สูงกว่า คือ กาล-อวกาศสี่มิติ อวกาศและเวลาในตัวของมันเองเป็นความคิดสองประการซึ่งดูเหมือนว่าแตกต่างกัน แต่ปรากฏเป็นเอกภาพในฟิสิกส์แห่งสัมพัทธภาพ เอกภาพพื้นฐานประการนี้เป็นรากฐานแห่งเอกภาพของความคิดที่ตรงกันข้ามทั้งมวลซึ่งกล่าวถึงข้างต้น และเช่นเดียวกับเอกภาพของสิ่งที่ตรงกันข้ามในศาสนาตะวันออก เอกภาพนี้เกิดขึ้นใน </span>“<span lang="TH">ระดับที่สูงกว่า</span>” <span lang="TH">นั่นคือในมิติที่สูงกว่า ทั้งยังเป็นเอกภาพซึ่งมีลักษณะเคลื่อนไหว เนื่องจากความจริงในเรื่องกาล-อวกาศอันสัมพันธ์นี้มีลักษณะเป็นความจริงอันมีสภาพเคลื่อนไหวอยู่ในเนื้อหาของมันเอง โดยที่วัตถุต่างๆ เป็นตัวกระบวนการด้วย และรูปลักษณ์ทั้งมวลเป็นแบบแผนแห่งการเคลื่อนไหว</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เพื่อที่จะให้เห็นชัดเจนในเอกภาพของสิ่งที่ดูเหมือนว่าแยกจากกันในมิติที่สูงกว่านั้น เราไม่จำเป็นต้องไปถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพ เพียงแต่ขึ้นไปจากหนึ่งมิติสู่สองมิติ หรือจากสองไปสามมิติ ตัวอย่างของการเคลื่อนที่ของลูกบอลเป็นวงกลม(ที่กล่าวถึงแล้ว) และเงาของมันซึ่งเคลื่อนที่กลับไปกลับมาระหว่างขั้วสองขั้วที่ดูเหมือนเป็นสิ่งตรงกันข้ามในสภาวะหนึ่งมิติ (ตามเส้นตรง) กลับรวมเป็นเอกภาพของการเคลื่อนไหวเป็นวงกลมในสภาวะสองมิติ (ในระนาบหนึ่ง) ภาพข้างล่างนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งเปลี่ยนจากสภาพสองมิติไปสู่สามมิติ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center; text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center"><img class="alignnone size-full wp-image-1535" title="chap11-02" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2010/11/chap11-02.gif" alt="" width="489" height="340" /></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center; text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">มันแสดงให้เห็นภาพวงของขนมโดนัทถูกตัดโดยแผ่นราบอันหนึ่งในสภาพของสองมิติในพื้นราบนั้น พื้นผิวของโดนัทที่ถูกตัดปรากฏเสมือนแผ่นสองแผ่นซึ่งแยกจากกันโดยสิ้นเชิง แต่ในสภาพสามมิติมันเป็นส่วนของวงโดนัทอันเดียวกัน เอกภาพของสิ่งต่างๆดูเหมือนแยกออกจากกัน และรวมเข้ากันไม่ได้ในทำนองเดียวกันนี้ปรากฏในทฤษฎีสัมพัทธภาพ เมื่อเราไปจากสภาพสามมิติไปสู่สภาพสี่มิติ โลกของฟิสิกส์แห่งสัมพัทธภาพซึ่งมีสภาพสี่มิตินั้นคือโลกที่แรงและสสารเป็นหนึ่งเดียวกัน โลกที่สสารวัตถุอาจจะปรากฏเป็นอนุภาคซึ่งไม่มีสภาพต่อเนื่อง หรือเป็นสนามที่มีสภาพต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในกรณีนี้เราไม่อาจจะนึกเห็นภาพมันได้ชัดเจนนัก นักฟิสิกส์สามารถ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">หยั่งรู้ในประสบการณ์</span>” <span lang="TH">ถึงโลกแห่งกาล- อวกาศ สี่มิติ โดยผ่านสูตรคณิตศาสตร์ในทฤษฎีของเขา แต่มโนภาพของเขาก็ถูกจำกัดอยู่ในโลกแห่งการรับรู้อันมีสภาพสามมิติเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ภาษาและแบบแผนความคิดของเราทั้งหมดเกี่ยวข้องกับโลกสามมิติ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่งที่เราจะเข้าใจความจริงของสภาพสี่มิติในฟิสิกส์แห่งสัมพัทธภาพได้</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 12pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">11.4  คลื่นกับอนุภาค </span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในทางตรงกันข้าม ศาสนิกของตะวันออกดูจะสามารถหยั่งรู้ความจริงในมิติที่สูงขึ้นไปได้โดยตรงและชัดเจน ในสมาธิภาวนาอันลึกซึ้ง ท่านเหล่านั้นได้สามารถก้าวพ้นโลกสามมิติในชีวิตประจำวัน และหยั่งรู้ความจริงซึ่งต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ที่สิ่งตรงกันข้ามทั้งหลายหลอมรวมเป็นเอกภาพเดียวกัน และเมื่อนักปราชญ์ตะวันออกพยายามที่จะแสดงประสบการณ์นี้ออกมาเป็นคำพูด ท่านก็ต้องประสบปัญหาเดียวกันกับนักฟิสิกส์พยายามอธิบายความจริงของสภาพหลายมิติของฟิสิกส์แห่งสัมพัทธภาพ  ลามะ  โควินทะ  กล่าวไว้ว่าประสบการณ์ในการหยั่งรู้มิติที่สูงขึ้นเป็นสิ่งที่จะบรรลุถึงได้โดยการรวมเอาประสบการณ์ของความรับรู้ซึ่งต่างศูนย์กลางและต่างระดับเข้าด้วยกัน ดังนั้นประสบการณ์ของสมาธิภาวนาดังกล่าวจึงไม่อาจจะอธิบายได้บนระนาบของความรับรู้สามมิติ และภายในระบบตรรกะ  ซึ่งตัวมันเองได้ลดความอาจเป็นไปได้ในการแสดงออก โดยที่ตรรกะมีข้อจำกัดอยู่บนกระบวนการของความคิด(5)โลกสี่มิติของทฤษฎีสัมพัทธภาพมิใช่เป็นเพียงตัวอย่างประการณ์เดียวในวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่ซึ่งความคิดที่ว่าดูเหมือนจะเป็นสิ่งตรงกันข้ามและไม่อาจจะรวมเข้ากันได้ กลับเป็นเพียงแง่มุมที่ต่างกันในความจริงอันเดียวกัน กรณีที่รู้จักกันมากในแง่ของเอกภาพของความคิดซึ่งขัดแย้งกัน ได้แก่ความคิดเรื่องอนุภาคและคลื่นในฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอม</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในระดับอะตอมสสารวัตถุมีสองด้าน มันปรากฏเป็นทั้งอนุภาคและคลื่น มันจะแสดงด้านใดก็ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ ในบางสภาพการณ์ด้านอนุภาคเป็นด้านที่เด่น แต่ในอีกสภาพการณ์หนึ่งอนุภาคมีพฤติกรรมไปในทางที่เป็นคลื่นมากกว่า และธรรมชาติของทวิภาวะนี้ปรากฏในแสงและรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าอื่นๆ ทั้งหมดยกตัวอย่างเช่น แสงจะถูกปล่อยออกมาและดูดซึมเข้าไปในรูปของ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ควอนตา</span>”  <span lang="TH">หรือโฟตอน แต่เมื่ออนุภาคของแสงเหล่านี้เคลื่อนที่ผ่านที่ว่างมันจะปรากฏเป็นสนามแม่เหล็กหรือสนามไฟฟ้าที่สั่นสะเทือน ซึ่งแสดงพฤติกรรมทั้งหมดของคลื่น โดยปรกติอิเล็กตรอนถือว่าเป็นอนุภาค และเมื่อลำของอิเล็กตรอนถูกฉายผ่านช่องเล็กๆ มันจะเกิดการหักเหเช่นเดียวกับลำแสง พูดอีกอย่างหนึ่งคือ อิเล็กตรอนก็ประพฤติตัวเป็นคลื่นเช่นเดียวกัน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ลักษณะทวิภาวะของรังสีวัตถุและสสารต่างๆ เป็นสิ่งที่น่าพิศวงอย่างแท้จริงและได้ก่อให้เกิด</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">”<span lang="TH">โกอันควอนตัม</span>” <span lang="TH">หลายๆอันซึ่งนำไปสู่การสร้างทฤษฎีควอนตัมโดยพื้นฐาน ภาพของคลื่นซึ่งมีลักษณะแผ่กระจายไปในที่ว่าง แตกต่างจากภาพของอนุภาคซึ่งแสดงตำแหน่งที่ชัดเจน เป็นเวลานานกว่าที่นักฟิสิกส์จะยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า สสารวัตถุแสดงตัวมันเองในวิถีทางต่างๆซึ่งดูเหมือนมีสองลักษณะรวมอยู่ในตัวมัน คืออนุภาคเป็นทั้งคลื่น และคลื่นก็เป็นอนุภาคด้วย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center"><img class="alignnone size-full wp-image-1536" title="chap11-03" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2010/11/chap11-03.gif" alt="" width="454" height="90" /></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อพิจารณาภาพข้างบน คนทั่วไปอาจจะคิดว่า ข้อขัดแย้งดังกล่าวอาจจะได้รับการแก้ไขโดยกล่าวว่า รูป ข. แสดงอยู่ในอนุภาคซึ่งกำลังเคลื่อนที่อยู่ในลักษณะของคลื่น อย่างไรก็ตาม ข้อโต้แย้งอันนี้ตั้งอยู่บนความเข้าไจผิดพลาดต่อธรรมชาติของคลื่น อนุภาคซึ่งเคลื่อนที่ในลักษณะเป็นคลื่นไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่นคลื่นน้ำ อนุภาคของน้ำมิได้เคลื่อนไปตามลูกคลื่น แต่เคลื่อนที่เป็นวงกลมในลักษณะที่คลื่นผ่านไป ในทำนองเดียวกัน อนุภาคของอากาศในคลื่นเสียงก็เพียงแต่สั่นสะเทือนกลับไปมาโดยที่มิได้ไปตามคลื่น สิ่งที่ถูกส่งต่อไปตามคลื่นก็คือการรบกวน ซึ่งก่อให้เกิดปรากฏการณ์ของคลื่นขึ้น มิใช่อนุภาคของสสารวัตถุแต่ประการใด ดังนั้นในทฤษฎีควอนตัมเรา ไม่ได้กล่าวถึงการโคจรของอนุภาค เมื่อเรากล่าวว่าอนุภาคเป็นคลื่นด้วย สิ่งที่เราหมายถึงคือแบบแผนของคลื่นทั้งหมดนั่นเป็นการแสดงออกของอนุภาค ดังนั้นภาพของคลื่นซึ่งกำลังเคลื่อนที่จึงแตกต่าง อย่างสิ้นเชิงจากภาพของอนุภาคซึ่งกำลังเคลื่อนที่  มันแตกต่างกันดังคำเปรียบเทียบของ วิคเตอร์  ไวส์คอปฟ์  ที่ว่า</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;"> ”<span lang="TH">เหมือนความคิดเรื่องระลอกคลื่นบนผิวน้ำในสระ  ที่แตกต่างจากฝูงปลาซึ่งกำลังแหวกว่ายในทิศทางเดียวกันกับคลื่นนั้น</span>”</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 12pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">11.5  ความอาจเป็นไปได้ </span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ปรากฏการณ์ของคลื่นที่พบเห็นในปริมณฑลที่แตกต่างกันมากในวิชาฟิสิกส์  และอาจจะอธิบายมันได้ด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์  ในทฤษฎีควอนตัมสูตรทางคณิตศาสตร์ในทางเดียวกันนี้ยังใช้ในการอธิบายคลื่นซึ่งเกี่ยวพันกับอนุภาคอย่างไรก็ตาม  ในกรณีนี้คลื่นเป็นสิ่งที่มีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้นโดยสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับลักษณะทางสถิติของทฤษฎีควอนตัมกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่ามันเหมือนกับสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ใช้อธิบายคลื่นอื่น ๆ ด้วย  คลื่นซึ่งเกี่ยวเนื่องด้วยอนุภาคนี้มิใช่คลื่น 3 มิติจริง ๆ เช่นคลื่นน้ำหรือคลื่นเสียงแต่เป็นคลื่นของ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ความอาจเป็นไปได้</span>”  <span lang="TH">ซึ่งเป็นปริมาณย่อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่สัมผัสกับค่าความอาจจะเป็นไปได้ของการพบอนุภาคในที่ต่าง ๆ และด้วยคุณสมบัติต่าง ๆ เช่นกัน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">การนำเสนอความคิดของความอาจเป็นไปได้  ได้คลี่คลายสภาพผกผันผิดธรรมดา  อนุภาคอาจเป็นคลื่นได้  โดยได้นำมันเข้าสู่ปริมณฑลอันใหม่  นั้นคือความคิดเรื่องการดำรงอยู่และการไม่ดำรงอยู่ซึ่งก็เป็นคู่ไม่ตรงกันข้ามอีกคู่หนึ่งที่ความจริงในเรื่องของอะตอมดำรงอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง  และไม่อาจกล่าวได้ว่ามันไม่มีอยู่ โดยที่มันอยู่ในรูปของค่าความเป็นไปได้  และอนุภาคมีแนวโน้มที่จะปรากฏได้ในหลาย ๆ แห่ง  ดังนั้นมันจึงแสดงความจริงทางฟิสิกส์ที่ประหลาดระหว่างการดำรงอยู่และไม่ดำรงอยู่  เราจึงไม่อาจอธิบายสภาพของอนุภาคในแบบของความคิดซึ่งตรงกันข้ามอย่างตายตัวอนุภาคมิได้ปรากฏ ณ ที่ใดที่หนึ่ง  ทั้งมีได้ไม่ปรากฏ  มันมิได้เปลี่ยนตำแหน่งของมัน  ทั้งมิได้อยู่นิ่ง  สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็คือแบบแผนของการอาจเป็นไปได้  และนั้นคือแนวโน้มของอนุภาคที่จะดำรงอยู่  ณ  ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง  โรเบิร์ต ออปเคนไฮเมอร์ (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">Robert  oppenheimer)  <span lang="TH">กล่าวว่า</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">หากเราถามว่าตำแหน่งของอิเล็กตรอนคงเดิมอยู่เสมอหรือ  เราต้องตอบว่า</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;"> ”<span lang="TH">ไม่</span>” <span lang="TH">หากเราถามว่าตำแหน่งของอิเล็กตรอนเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเวลาผ่านไปหรือ  เราต้องตอบว่า</span> ”<span lang="TH">ไม่</span>”  <span lang="TH">ถ้าเราถามว่าอิเล็กตรอนอยู่นิ่งหรือ  เราต้องตอบว่า</span> ”<span lang="TH">ไม่</span>”  <span lang="TH">ถ้าเราถามว่ามันกำลังเคลื่อนที่หรือ เราต้องตอบว่า </span>“<span lang="TH">ไม่</span>” </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความจริงในวิชาฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอมก็เป็นเช่นเดียวกับความจริงในศาสนาตะวันออกที่ไปพ้นกรอบแคบ ๆ  ของความคิดที่ตรงกันข้าม  คำกล่าวของ ออปเคนไฮเมอร์  จึงเปรียบเสมือนเสียงสะท้อนของคัมภีร์อุปนิษัท</span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 426.1pt; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">มันเคลื่อนที่  มันไม่เคลื่อนที่ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">มันอยู่ไกลและมันไม่อยู่ใกล้ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">มันปรากฏในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">และมันปรากฏนอกสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น</span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="margin: 12pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">11.6  ความคิดที่เป็นคู่ตรงกันข้าม </span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดในเรื่องแรงและสสารของวัตถุ  อนุภาคและคลื่น  การเคลื่อนไหวและการหยุดนิ่ง  การดำรงอยู่และการไม่ดำรงอยู่  เหล่านี้เป็นความคิดตรงกันข้ามหรือขัดแย้งกัน  ซึ่งวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่ข้ามพ้นไปได้  ในบรรดาความคิดตรงกันข้ามเหล่านี้  คู่สุดท้ายดูจะเป็นความคิดพื้นฐานที่สุด  และในวิชาฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอมเราต้องไปให้พ้นแม้กระทั่งความคิดเรื่องการดำรงอยู่และการไม่ดำรงอยู่  นี่คือลักษณะของทฤษฎีควอนตัมซึ่งยากที่สุดที่จะยอมรับได้  และเป็นหัวใจของการวิภาควิจัยต่อ ๆ มาเกี่ยวกับการตีความของมัน  ในขณะเดียวกันการก้าวพ้นความคิดเรื่องการดำรงอยู่และไม่ดำรงอยู่  ก็เป็นแง่มุมหนึ่งซึ่งชวนฉงนมากที่สุดในศาสนาตะวันออก  เช่นเดียวกับนักฟิสิกส์ที่ศึกษาเรื่องอะตอม  นักปราชญ์ชาวตะวันออกสนใจค้นหาสัจจะซึ่งอยู่เหนือการดำรงอยู่และการไม่ดำรงอยู่  และท่านเหล่านั้นได้เน้นย้ำอยู่เสมอถึงข้อเท็จที่สำคัญประการนี้  ดังที่ท่านอัศวโฆษะกล่าวว่า</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความเป็นเช่นนั้นเอง  มิใช่ภาวะแห่งการดำรงอยู่  และมิใช่ภาวะแห่งการไม่ดำรงอยู่ในเวลาเดียวกัน  ทั้งมิใช่ภาวะแห่งการดำรงอยู่หรือไม่ดำรงอยู่ในเวลาต่างกัน </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อต้องเผชิญกับความจริงซึ่งอยู่เหนือความคิดที่เป็นคู่ตรงกันข้าม  นักฟิสิกส์และศาสนิกจึงนำต้องมีวิธีคิดที่พิเศษออกไป  โดยที่มิให้จิตใจถูกจำกัดอยู่แต่ในกรอบตายตัวของตรรกะแบบดั้งเดิม  แต่เคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนทัศนะอยู่เสมอ  ยกตัวอย่างเช่น  ในฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอม  เราคุ้นเคยกับการใช้ทั้งความคิดเรื่องอนุภาคและคลื่นในการอธิบายสสารวัตถุ  เราได้เรียนรู้การใช้ทั้งสองความคิด  สลับกันไปมา  เพื่อที่จะสามารถอธิบายให้ครอบคลุมความจริงเกี่ยวกับอะตอมทั้งหมดได้  และวิธีการเช่นนี้  ก็เป็นสิ่งที่นักปราชญ์ชาวตะวันออกที่ใช้ในการพยายามอธิบายประสบการณ์แห่งสัจจะซึ่งอยู่เหนือความเป็นสิ่งตรงกันข้าม  ดังที่ท่านลามะ  โควินทะกล่าวว่า</span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 426.1pt; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">”<span lang="TH">วิธีคิดของตะวันออกสั้นเป็นการวนรอบวัตถุที่ตั้งแห่งความคิดและการเพ่งพินิจพิจารณา..มีลักษณะหลายแง่มุม  นั่นคือว่า  เป็นความรู้สึกหลายมิติซึ่งเกิดจากการซ้อนกันของ  ความรู้สึกแต่ละอัน  จากแง่มุมต่าง ๆ กัน</span>”</span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดซึ่งดูเหมือนตรงกันข้ามซึ่งเราอาจนำมาใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ของสิ่งเดียวกันดังที่กล่าวมาแล้วนั้น  ได้แสดงให้เห็นว่าความคิดแต่ละแง่มุมไม่สมบูรณ์พอในตัวมันเอง  นีลล์  บอห์ร ได้เสนอว่าความคิดที่เป็นคู่ตรงกันข้ามนั้นเป็นสิ่งซึ่งเสริมกันและกัน  เราถือว่าลักษณะความเป็นคลื่นและลักษณะความเป็นอนุภาคเป็นสองแนวทางซึ่งเสริมกันและกันในการอธิบายความจริงในประการเดียวกัน แต่ละลักษณะนั้นถูกต้องเพียงบางส่วนและมีขอบเขตในการอธิบายอย่างจำกัดแต่ละลักษณะล้วนเป็นสิ่งจำเป็น  สำหรับการอธิบายที่สมบูรณ์เกี่ยวกับความจริงของอะตอม </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดในเรื่องการส่งเสริมซึ่งกันและกันนี้ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในวิธีคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของนักฟิสิกส์และบอห์รได้เสนอว่าแนวคิดดังกล่าวน่าจะใช้ได้นอกขอบเขตของฟิสิกส์  โดยแท้จริงแล้ว  ความคิดเรื่องการเป็นองค์ประกอบซึ่งเสริมกันของสิ่งต่าง ๆ นี้  ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความคิดที่มีประโยชน์มากตั้งแต่เมื่อ 2500 ปีที่ผ่านมา  ความคิดนี้เป็นกระแสหลักในแนวคิดของจีนโบราณซึ่งมีรากฐานอยู่บนญาณทัศน์ที่ว่าความคิดที่เป็นคู่ตรงกันข้ามปรากฏในลักษณะขั้วซึ่งสัมพันธ์เสริมซึ่งกันและกัน  แต่ชาวจีนได้สร้างลักษณะขึ้นแทนความคิดดังกล่าวในรูปหยินและหยัง  โดยถือว่าการขับเคี่ยวระหว่างหยินและหยางเป็นแก่นแท้ของปรากฏการณ์ธรรมชาติทั้งหลาย และสภาวะการรู้ทั้งมวลของมนุษย์</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">นีลล์ บอห์รได้ตระหนักรู้ถึงความคล้ายคลึงระหว่างความคิดเรื่ององค์ประกอบที่เสริมซึ่งกันและกันของเขากับความคิดของจีน  เมื่อเขาเดินทางมาประเทศจีนในปี พ.ศ. 2480 ในขณะนั้นทฤษฎีควอนตัมของเขาได้รับการเสริมแต่งเรียบร้อยแล้วเขารู้สึกประทับใจอย่างลึกซึ้งต่อความคิดของจีนโบราณในเรื่องขั้วตรงข้าม  หลังจากนั้นทำให้เขาสนใจในวัฒนธรรมของตะวันออกเรื่อยมา  10 ปีต่อมา  บอห์รได้รับรางวัลพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เพื่อเป็นการยกย่องความสำเร็จของเขาในด้านวิทยาศาสตร์และคุณูปการอันใหญ่หลวงของเขาต่อชีวิตทางวัฒนธรรมของชาวเดนมาร์ก  เมื่อเขาต้องเลือกคำขวัญตราประจำตัวของเขา  เขาเลือกสัญลักษณ์ ไท้-จี่  ของจีน  ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ในลักษณะประกอบเสริมซึ่งกันและกันของขั้วตรงกันข้าม  หยินและหยังและมีคำว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">Contraria  Sunt  Comtlementa (<span lang="TH">สิ่งตรงกันข้ามเป็นองค์ประกอบซึ่งเสริมกันและกัน)  นีลล์  บอห์ร  ยกย่องความบรรสานสอดคล้องอย่างลึกซึ้งระหว่างปัญญาของตะวันออกโบราณและวิทยาศาสตร์ตะวันตกสมัยใหม่</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จบบทที่ 11</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2010/11/26/tao-of-physic-11/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>แทรก Ratings, Polls และ Reviews ง่ายๆด้วย div 2 บรรทัด</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2010/11/26/add-ratings-polls-and-reviews-in-minutes-without-programming/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2010/11/26/add-ratings-polls-and-reviews-in-minutes-without-programming/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Nov 2010 01:18:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Web Design &amp; Web Develope]]></category>

		<category><![CDATA[polls]]></category>

		<category><![CDATA[ratings]]></category>

		<category><![CDATA[reviews]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1566</guid>
		<description><![CDATA[
Link : Add Ratings, Polls and Reviews in Minutes Without Programming
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-1567" title="14-00_leading-image" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2010/11/14-00_leading-image.jpg" alt="" width="500" height="181" /></p>
<p>Link : <a href="http://sixrevisions.com/tutorials/ratings_polls/" target="_blank">Add Ratings, Polls and Reviews in Minutes Without Programming</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2010/11/26/add-ratings-polls-and-reviews-in-minutes-without-programming/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>10 High-Quality Free Tree Bark Textures</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2010/11/25/10-high-quality-free-tree-bark-textures/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2010/11/25/10-high-quality-free-tree-bark-textures/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 25 Nov 2010 07:21:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Web Design &amp; Web Develope]]></category>

		<category><![CDATA[psd]]></category>

		<category><![CDATA[texture]]></category>

		<category><![CDATA[tree bark]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1553</guid>
		<description><![CDATA[
Link : 10-high-quality-free-tree-bark-textures
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-1554" title="27-01_tree_bark_lead" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2010/11/27-01_tree_bark_lead.jpg" alt="" width="500" height="227" /></p>
<p>Link : <a href="http://sixrevisions.com/freebies/textures/10-high-quality-free-tree-bark-textures/" target="_blank">10-high-quality-free-tree-bark-textures</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2010/11/25/10-high-quality-free-tree-bark-textures/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เต๋าแห่งฟิสิกส์ (๑๐) ฟริตจอฟ  คาปรา</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2010/11/25/tao-of-physic-10/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2010/11/25/tao-of-physic-10/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 25 Nov 2010 01:38:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[เต๋าแห่งฟิสิกส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1532</guid>
		<description><![CDATA[ภาคที่ 3   ความสอดคล้อง
บทที่ 10 เอกภาพแห่งสรรพสิ่ง
ถึงแม้ว่าศาสนาต่าง ๆ ดังที่ได้อธิบายในบทที่แล้ว ๆ มา จะแตกต่างกันในรายละเอียดหลายประการ อย่างไรก็ตาม โดยแก่นแท้แล้วโลกทัศน์ของแต่ละศาสนาเป็นสิ่งเดียวกัน นั่นคือ ต่างตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ในทางจิตใจ ซึ่งเป็นประสบการณ์โดยตรงต่อสัจจะ และไม่เป็นฝักฝ่ายของความคิดนึก โดยที่ประสบการณ์เช่นนี้ มีลักษณะพื้นฐานหลายประการซึ่งไม่ขึ้นต่อภูมิหลังทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของบุคคลนั้น ๆ โลกทัศน์ดังกล่าวยังปรากฏสอดคล้องกับลักษณะพื้นฐานของโลกทัศน์ซึ่งเกิดจากฟิสิกส์สมัยใหม่ด้วย 

ลักษณะที่สำคัญที่สุดหรือแก่นแท้ของโลกทัศน์แบบตะวันออกก็คือ การตระหนักรู้ในความเป็นเอกภาพและความสัมพันธ์เนื่องกันของสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งมวล คือประสบการณ์แห่งการหยั่งรู้ว่าปรากฏการณ์ทั้งหลายในโลกล้วนเป็นปรากฏแสดงของความเป็นหนึ่งเดียว สิ่งทั้งหลายล้วนเป็นส่วนประกอบของเอกภาพ ซึ่งต้องอิงอาศัยกันอย่างไม่อาจแยกจากกันได้ สรรพสิ่งเป็นการปรากฏแสดงในแง่มุมต่าง ๆ ของสัจจะสูงสุดอันเดียวกัน ในศาสนาตะวันออกได้กล่าวอยู่เสมอถึงสัจจะสูงสุดอันไม่อาจแบ่งแยก ซึ่งปรากฏแสดงอยู่ในสรรพสิ่ง และซึ่งสิ่งทั้งหลาย ล้วนเป็นส่วนประกอบของมัน ฮินดูเรียกว่า พรหมัน พุทธศาสนาเรียกว่า ธรรมกาย และลัทธิเต๋าเรียกว่า เต๋า เนื่องจากสัจจะนี้อยู่เหนือแนวคิดและการแบ่งแยกทั้งมวล ชาวพุทธจึงเรียกสัจจะนี้อีกชื่อหนึ่งว่า ตถตา หรือความเป็นเช่นนั้นเอง 
ความเป็นเช่นนั้นเองแห่งวิญญาณ ก็คือความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่งทั้งมวล เป็นมหาธาตุซึ่งรวมทุกสิ่งไว้ 
ในชีวิตสามัญเรามิได้ตระหนักถึงเอกภาพแห่งสรรพสิ่งที่ว่านี้ แต่กลับแบ่งแยกโลกนี้ออกเป็นวัตถุและเหตุการณ์ต่าง ๆ กัน การแบ่งแยกดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และและจำเป็นสำหรับการเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมในประจำวัน ทว่ามันไม่ได้เป็นลักษณะพื้นฐานของสัจจะ เป็นเพียงการย่อสรุปของความคิดแยกแยะแจกแจง การเชื่อและการยึดในความคิดที่เห็นเหตุการณ์และสิ่งต่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 12px 0cm 0px;" align="center"><span style="font-family: Tahoma; color: #d60093;"><strong>ภาคที่ 3   ความสอดคล้อง</strong></span></p>
<h4><span lang="TH">บทที่ 10 เอกภาพแห่งสรรพสิ่ง</span></h4>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ถึงแม้ว่าศาสนาต่าง ๆ ดังที่ได้อธิบายในบทที่แล้ว ๆ มา จะแตกต่างกันในรายละเอียดหลายประการ อย่างไรก็ตาม โดยแก่นแท้แล้วโลกทัศน์ของแต่ละศาสนาเป็นสิ่งเดียวกัน นั่นคือ ต่างตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ในทางจิตใจ ซึ่งเป็นประสบการณ์โดยตรงต่อสัจจะ และไม่เป็นฝักฝ่ายของความคิดนึก โดยที่ประสบการณ์เช่นนี้ มีลักษณะพื้นฐานหลายประการซึ่งไม่ขึ้นต่อภูมิหลังทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของบุคคลนั้น ๆ โลกทัศน์ดังกล่าวยังปรากฏสอดคล้องกับลักษณะพื้นฐานของโลกทัศน์ซึ่งเกิดจากฟิสิกส์สมัยใหม่ด้วย </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span id="more-1532"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ลักษณะที่สำคัญที่สุดหรือแก่นแท้ของโลกทัศน์แบบตะวันออกก็คือ การตระหนักรู้ในความเป็นเอกภาพและความสัมพันธ์เนื่องกันของสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งมวล คือประสบการณ์แห่งการหยั่งรู้ว่าปรากฏการณ์ทั้งหลายในโลกล้วนเป็นปรากฏแสดงของความเป็นหนึ่งเดียว สิ่งทั้งหลายล้วนเป็นส่วนประกอบของเอกภาพ ซึ่งต้องอิงอาศัยกันอย่างไม่อาจแยกจากกันได้ สรรพสิ่งเป็นการปรากฏแสดงในแง่มุมต่าง ๆ ของสัจจะสูงสุดอันเดียวกัน ในศาสนาตะวันออกได้กล่าวอยู่เสมอถึงสัจจะสูงสุดอันไม่อาจแบ่งแยก ซึ่งปรากฏแสดงอยู่ในสรรพสิ่ง และซึ่งสิ่งทั้งหลาย ล้วนเป็นส่วนประกอบของมัน ฮินดูเรียกว่า พรหมัน พุทธศาสนาเรียกว่า ธรรมกาย และลัทธิเต๋าเรียกว่า เต๋า เนื่องจากสัจจะนี้อยู่เหนือแนวคิดและการแบ่งแยกทั้งมวล ชาวพุทธจึงเรียกสัจจะนี้อีกชื่อหนึ่งว่า ตถตา หรือความเป็นเช่นนั้นเอง </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความเป็นเช่นนั้นเองแห่งวิญญาณ ก็คือความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่งทั้งมวล เป็นมหาธาตุซึ่งรวมทุกสิ่งไว้ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในชีวิตสามัญเรามิได้ตระหนักถึงเอกภาพแห่งสรรพสิ่งที่ว่านี้ แต่กลับแบ่งแยกโลกนี้ออกเป็นวัตถุและเหตุการณ์ต่าง ๆ กัน การแบ่งแยกดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และและจำเป็นสำหรับการเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมในประจำวัน ทว่ามันไม่ได้เป็นลักษณะพื้นฐานของสัจจะ เป็นเพียงการย่อสรุปของความคิดแยกแยะแจกแจง การเชื่อและการยึดในความคิดที่เห็นเหตุการณ์และสิ่งต่าง ๆ แยกจากกันว่าเป็นความจริงของธรรมชาตินั้นเป็นเพียงภาพลวง ชาวฮินดูและชาวพุทธถือว่า ภาพลวงดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก อวิชชา ความไม่รู้ เกิดกับจิตใจซึ่งอยู่ใต้อำนาจสะกดของ มายา ศาสนาตะวันออกจึงมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การปรับสภาพจิตใจเสียใหม่ โดยการควบคุมจิตใจให้รวมอยู่ที่จุดเดียวและสงบจากความรบกวนต่าง ๆ โดยผ่านการทำสมาธิภาวนา คำว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">สมาธิ</span>”<span lang="TH">ในภาษาสันสกฤตมีความหมายตามตัวอักษรว่า </span>“<span lang="TH">สมดุลทางใจ</span>” <span lang="TH">ซึ่งแสดงถึงความสมดุลและความสงบของจิตใจ อันหยั่งรู้ถึงความเป็นเอกภาพของจักรวาล </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อเข้าสู่สมาธิที่บริสุทธิ์ (เราย่อมได้  ) ญาณซึ่งชำแรกสู่ความเป็นหนึ่งเดียวอันสมบูรณ์แห่งจักรวาล</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">10.1  การตีความของโคเปนฮาเกน</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความเป็นหนึ่งเดียวแห่งจักรวาลมิใช่เป็นเพียงแกนกลางของประสบการณ์ทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นการค้นพบที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งของวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่เช่นกัน ปรากฏชัดเจนในการศึกษาในระดับอะตอม และยิ่งแสดงตัวมันเองชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเราศึกษาลึกลงไปในวัตถุจนถึงระดับอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม ความเป็นเอกภาพของสรรพสิ่งจะเป็นหัวข้อเปรียบเทียบระหว่างวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่และปรัชญาตะวันออกตลอดการพิจาณาของเรา เมื่อเรายิ่งศึกษาแบบจำลองต่าง ๆ ของวิชาฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมมันจะแสดงให้เห็นแล้วเล่าในแง่มุมที่ต่าง ๆ กันว่า องค์ประกอบของสสารวัตถุและปรากฏการณ์พื้นฐานทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับมัน ล้วนเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์และอิงอาศัยกัน เราไม่อาจจะเข้าใจมันแต่ละสิ่งได้อย่างโดด ๆ แต่จะเข้าใจมันได้ เมื่อมันเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในบทนี้ข้าพเจ้าว่า ความคิดเรื่องความเกาะเกี่ยวสัมพันธ์กัน โดยพื้นฐานของธรรมชาติ เกิดขึ้นในทฤษฎีควอนตัม อันเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของอะตอมได้อย่างไร โดยจะเสนอการวิเคราะห์อย่างละเอียดต่อกระบวนการในการศึกษาสังเกต คำอธิบายต่อไปนี้ ยืนพื้นอยู่บนการตีความทฤษฎีควอนตัม ตามแบบ โคเปนฮาเกน ( </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">Copenhagen Interpretation <span lang="TH">) เสนอโดยบอหร์ และไฮเซนเบิร์ก ในปลายทศวรรษ 2463 ซึ่งยังคงเป็นแบบที่ยอมรับกันมากที่สุดจนถึงปัจจุบัน และข้าพเจ้าจะใช้วิธีในการนำเสนอของเฮนดรี แสตปแห่งมหาวิทยาลัยคาลิฟอเนีย ซึ่งมุ่งสนใจเฉพาะบางแง่มุมของทฤษฎีและสภาพการทดลอง ที่มักจะเกี่ยวข้องกับวิชาฟิสิกส์ของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมอยู่เสมอ การนำแสดงของแสตปแสดงให้เห็นถึงความเกาะเกี่ยวสัมพันธ์กันของธรรมชาติอย่างไร </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">การตีความแบบโคเปนฮาเกนเริ่มต้นด้วยการแบ่งโลกทางฟิสิกส์ออกเป็นระบบที่ถูกสังเกตุ ( วัตถุ ) และระบบที่ทำหน้าที่สังเกตระบบที่ถูกสังเกตอาจจะเป็นอะตอม อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม กระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกับอะตอม หรืออื่น ๆ ระบบที่ทำหน้าที่สังเกตประกอบขึ้นด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลอง และอาจจะรวมถึงผู้สังเกตการณ์หนึ่งคนหรือมากกว่า ความยุ่งยากเกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่าทั้งสองระบบได้รับการปฏิบัติต่างกัน ระบบที่ทำหน้าสังเกตถูกอธิบายตามแบบฟิสิกส์ดั้งเดิม แต่แบบการอธิบายนี้จะใช้ไม่ได้กับ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">วัตถุ</span>” <span lang="TH">ที่ถูกสังเกต เรารู้ดีว่าความคิดแบบดั้งเดิมไม่พอเพียงต่อการอธิบายสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับอะตอม ถึงอย่างนั้นเราก็จำเป็นต้องใช้มันในการอธิบายการทดลองและนำเสนอผการทดลอง เราไม่มีทางที่จะหลีกหนีความขัดแย้งนี้ไปได้ ภาษาทางวิชาการของฟิสิกส์ดั้งเดิมเป็นเพียงภาษาประจำวันที่ละเอียดละออยิ่งขึ้น และเป็นภาษาชนิดเดียวที่เรามีเพื่อใช้ในการถ่ายทอดผลการทดลอง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">10.2  เตรียมการเพื่อตรวจวัด</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในทฤษฎีควอนตัม ระบบที่ถูกสังเกตได้รับการอธิบายในรูปของค่าความอาจเป็นไปได้ ( </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">probabilities <span lang="TH">) นั่นหมายความว่า เราไม่อาจทำนายได้ด้วยความเที่ยงตรงแน่นอนว่า อนุภาคที่เล็กว่าอะตอมอันหนึ่ง ๆ จะอยู่ ณ ตำแหน่งใดในเวลาหนึ่ง หรือกระบวนการเกี่ยวกับอะตอมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร สิ่งที่เราสามารถกระทำได้คือ ทำนายความน่าจะเป็นไปได้ ยกตัวอย่างเช่น อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมที่เรารู้จักกันในปัจจุบันส่วนมากจะไม่คงตัว นั่นคือมันจะสลายไปเป็นอนุภาคอื่นเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจทำนายว่า มันใช้เวลาเท่าไรจริง ๆ ในการสลายตัว เราทำได้แต่เพียงทำนายว่าความเป็นไปได้ที่มันจะสลายตัวในระยะเวลาหนึ่ง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อายุเฉลี่ยของอนุภาคชนิดนั้น ๆ ลักษณะเช่นนี้ ใช้กับ </span>“<span lang="TH">แบบแผน</span>“ <span lang="TH">การสลายตัวด้วย โดยทั่ว ๆ ไป อนุภาคซึ่งไม่คงตัวอาจจะสลายตัวไปเป็นอนุภาคอื่นได้หลายชนิด และเราก็ไม่อาจที่จะทำนายได้ว่ามันจะสลายตัวไปเป็นอนุภาคชนิดใดบ้าง ในแต่ละครั้งที่เราพิจารณา สิ่งที่เราทำนายได้คือว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของอนุภาคจะสลายตัวไปในลักษณะหนึ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ในอีกลักษณะหนึ่ง และอีก 10 เปอร์เซ็นต์ในลักษณะอื่น การทำนายทางสถิติเหล่านี้จำเป็นต้องทดสอบพิสูจน์ด้วยการตรวจวัดผลการทดลองหลาย ๆ อัน โดยแท้จริงแล้ว มีการตรวจวัดและวิเคราะห์ผลจากการชนกันของอนุภาคที่มีพลังงานสูงเป็นหมื่น ๆ อนุภาค เพื่อที่จะหาความเป็นไปได้ของการเกิดกระบวนการเฉพาะอันใดอันหนึ่ง </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องตระหนักว่า สูตรทางคณิตศาสตร์ของกฎทางฟิสิกส์ของอะตอมและอนุภาคที่เล็กว่าอะตอมนั้นมิใช่สิ่งสะท้อนให้เห็นความละเลยของเราต่อสภาพการณ์ทางฟิสิกส์ เหมือนกับการใช้หลักการความอาจเป็นไปได้ในบริษัทประกันภัยหรือพวกนักพนัน ในทฤษฎีควอนตัม เราจะต้องระลึกรู้อยู่ว่า ความอาจเป็นไปได้นี้ เป็นคุณลักษณะพื้นฐานของความจริงในเรื่องอะตอม ซึ่งควบคุมกระบวนการทั้งหมด แม้กระทั่งการดำรงอยู่ของสสารวัตถุ อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมมิได้ดำรงอยู่อย่างแน่นอน ณ ที่ใดที่หนึ่งอย่างจำเพาะเจาะจง แต่แสดง </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ความโน้มเอียงที่จะดำรงอยู่ </span>” <span lang="TH">และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอะตอมนั้นมิได้เกิดขึ้นด้วยความแน่นอน ในเวลาใดเวลาหนึ่งโดยลักษณะใดลักษณะหนึ่ง </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ข้อแตกต่างระหว่างการอธิบายสองแบบคือ ในแบบดั้งเดิมสำหรับการจัดเตรียมการทดลอง ( เครื่องมือ ผู้สังเกต ) กับในรูปฟังก์ชันของความอาจเป็นไปได้ ( </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">probability functions <span lang="TH">) สำหรับวัตถุที่ถูกสังเกตนั้น ได้นำไปสู่ปัญหาที่ลึกซึ้งทางอภิปรัชญาซึ่งยังไม่มีคำเฉลย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัตินั้นปัญหานี้ได้ถูกขีดวงจำกัดโดยการอธิบายระบบที่ทำหน้าที่สังเกตในแง่ของกระบวนการการทดลอง นั่นคือ ในแง่ของวิธีการในการจัดสภาพและดำเนินการทดลอง โดยวิธีนี้อุปกรณ์ในการตรวจวัดผลและนักวิทยาศาสตร์ได้เชื่อมโยงกันเป็นระบบที่สัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ และอุปกรณ์การทดลองก็ไม่ถูกถือว่าเป็นวัตถุที่แยกอยู่ต่างหากอีกต่อไป</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center"><img class="alignnone size-full wp-image-1531" title="chap10-01" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2010/11/chap10-01.gif" alt="" width="408" height="280" /></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในกระบวนการของการสังเกต เราจะต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการการย่อยสองกระบวนการ คือ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ประการแรก เราจะต้องเตรียมวัตถุที่เราจะสังเกตขึ้น เช่น อิเล็กตรอนในบริเวณหนึ่ง  อิเล็กตรอนจะถูกเร่งให้มีความเร็วสูงขึ้น ๆ โดยเครื่องเร่งอนุภาค ( </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">particle accelerator <span lang="TH">) จนถึงระดับพลังงานที่ต้องการอิเล็กตรอนจะถูกปล่อยไปสู่บริเวณที่เป็นเป้าหมาย ( ข. ) ซึ่งอิเล็กตรอนจะชนกับอนุภาคชนิดอื่นและก่อให้เกิดรอยของอนุภาคในบับเบิลแชมเบอร์ ซึ่งสามารถบันทึกภาพไว้ได้ จากนั้นคุณสมบัติของอนุภาคจะถูกวิเคราะห์โดยกระบวนการทางคณิตศาสตร์สัมพันธ์กับรอยที่มันทิ้งไว้ โดยส่วนมากจะอาศัยคอมพิวเตอร์ช่วย กระบวนการหลังนี้คือกระบวนการการตรวจวัดผล </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ประเด็นสำคัญในการวิเคราะห์กระบวนการในการสังเกตก็คือว่า อนุภาคได้เชื่อมโยงกระบวนการ ก. และ ข. เข้าด้วยกัน การดำรงอยู่ของมันมีความหมาย แต่ในขอบเขตนี้เท่านั้น มันจะไม่มีความหมาย   เมื่อมันอยู่โดดเดี่ยว แต่จะมีความหมายเมื่อมันเป็นสิ่งเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการในการเตรียมการ และกระบวนการตรวจวัดผล คุณสมบัติของอนุภาคไม่อาจจะอธิบายได้โดยไม่เชื่อมโยงกับกระบวนการเหล่านี้ หากกระบวนการในการเตรียมการหรือกระบวนการตรวจวัดผลเปลี่ยนแปลงไป คุณสมบัติของอนุภาคก็จะเปลี่ยนไปด้วย</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">10.3  แยกออกจากการเตรียม</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในอีกแง่หนึ่ง เมื่อเราพูดถึง</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">”<span lang="TH">อนุภาค</span>” <span lang="TH">หรือระบบที่ถูกสังเกตอื่นใดก็ตาม นั่นแสดงให้เห็นว่า เรามีวัตถุทางฟิสิกส์อย่างหนึ่งอย่างใดที่เป็นอิสระในใจ แรกทีเดียวถูกสร้างขึ้น และต่อมาถูกตรวจวัด ดังนั้นปัญหาพื้นฐานในกระบวนการสังเกตของวิชาฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอมก็คือ </span>“ <span lang="TH">ระบบที่ถูกสังเกตต้องเป็นสิ่งที่ถูกแยกให้เป็นอิสระเพื่อที่จะอธิบายมัน แต่ต้องให้เข้าทำปฏิกิริยาเพื่อที่จะสังเกตได้ </span>“ <span lang="TH">ตามคำกล่าวของเฮนรี แสตป ในทฤษฎีควอนตัม ปัญหานี้ถูกแก้ไปโดยการกำหนดให้ระบบที่ถูกสังเกต เป็นอิสระจากการรบกวนจากภายนอก ซึ่งเกิดจากกระบวนการในการสังเกตในช่วงใดช่วงหนึ่ง ระหว่างกระบวนการเตรียมการและกระบวนการตรวจวัดผล เงื่อนไขเช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออุปกรณ์ในการเตรียมการและการตรวจวัดผลอยู่ห่างจากกันมาก เพื่อให้วัตถุที่ถูกสังเกตเดินทางจากบริเวณในการเตรียมการไปสู่บริเวณในการตรวจวัดผล </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ระยะทางดังกล่าวควรจะเป็นเท่าไร</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">? <span lang="TH">ในหลักการแล้ว มันควรจะเป็นอนันต์ ( </span>infinite <span lang="TH">) ในโครงร่างของทฤษฎีควอนตัม เราจะอธิบายความคิดเรื่องวัตถุทางฟิสิกส์ที่แยกจากวัตถุอื่นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ถ้าหากวัตถุนั้น ๆ อยู่ห่างจากส่วน ที่ทำหน้าที่สังเกตเป็นระยะทางอนันต์ ในทางปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นด้วย เราจะต้องนึกถึงทัศนะคติพื้นฐานของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่ว่า แนวคิดและทฤษฎีทั้งมวลล้วนเป็นการประมาณ ในกรณีนี้หมายความว่า ความคิดเรื่องวัตถุทางฟิสิกส์ที่แยกจากวัตถุอื่น ไม่จำเป็นต้องมีความหมายเที่ยงตรงแน่นอน แต่อาจจะให้ความหมายโดยประมาณ ซึ่งทำได้ดังต่อไปนี้ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">วัตถุที่ถูกสังเกตเป็นสิ่งแสดงปฏิกิริยาระหว่างกระบวนการเตรียมการและกระบวนการตรวจวัดผล ปฏิกิริยาดังกล่าวโดยทั่ว ๆไปแล้วจะเป็นปฏิกิริยาที่ซับซ้อนและเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการต่าง ๆ มากมาย ซึ่งใช้ระยะทางต่าง ๆ กัน ในฟิสิกส์เราเรียกว่ามี </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ช่วง</span>” <span lang="TH">( </span>ranges ) <span lang="TH">ต่าง ๆ กัน หากส่วนที่สำคัญของปฏิกิริยามีช่วงยาว นั่นคือ ใช้ระยะทางมาก มันก็จะเป็นอิสระจากสิ่งรบกวนภายนอก และจะถือว่าวัตถุที่แยกเป็นอิสระต่างหากจากวัตถุอื่นได้ ในโครงร่างของทฤษฎีควอนตัม วัตถุอิสระจึงเป็นสิ่งในอุดมคติซึ่งจะมีความหมายก็แต่ในขอบเขตที่ส่วนสำคัญของปฏิกิริยามีช่วงยาว สภาพการณ์ดังกล่าวเราสามารถแสดงอย่างละเอียดด้วยคณิตศาสตร์ ในทางฟิสิกส์มันหมายความว่า อุปกรณ์ในการตรวจวัดผลอยู่ห่างมากจนปฏิกิริยาสำคัญเกิดขึ้นโดยผ่านการแลกเปลี่ยนอนุภาค หรือร่างแหของอนุภาค ในกรณีที่ซุบซ้อนยิ่งขึ้น มันอาจะมีปฏิกิริยาอื่นเกิดขึ้นด้วยแต่ตราบเท่าที่อุปกรณ์ในการตรวจวัดผลยังอยู่ห่างออกไปมากเพียงพอ สิ่งเหล่านี้ก็ไม่สำคัญจนอาจจะตัดทิ้งไปได้ เมื่ออุปกรณ์นั้นอยู่ห่างออกไปไม่มากพอเท่านั้น ที่จะทำให้ปฏิกิริยาซึ่งมีช่วงสั้น กลายเป็นส่วนสำคัญ ในกรณีเช่นนั้น ระบบทั้งหมดจะหลอมรวมเป็นอันเดียวกัน และความคิดเรื่องวัตถุที่ถูกสังเกตจะหมดความหมายลง </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ดังนั้นทฤษฎีควอนตัมจึงเปิดเผยให้เห็นถึงความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันของสรพสิ่งจักรวาล มันแสดงให้เห็นว่าเราไม่อาจย่อยสลายโลกลงเป็นหน่วยเล็ก ๆ ที่เป็นอิสระได้ เมื่อเราเจาะลึกลงไปในวัตถุ เราพบว่ามันประกอบด้วยอนุภาคแต่ทว่ามิใช่ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">หน่วยพื้นฐาน </span>” <span lang="TH">ในความหมายตามแบบของเดโมคริตัสและนิวตัน มันเป็นสิ่งในอุดมคติซึ่งมีคุณประโยชน์ในแง่ของการปฏิบัติ แต่ไม่มีความหมายสำคัญในขั้นพื้นฐาน นีลส์ บอหร์ กล่าวว่า </span>“<span lang="TH">อนุภาคของวัตถุซึ่งเป็นอิสระไม่เกี่ยวกับสิ่งอื่น เป็นผลของความคิดแบบย่อสรุป เราจะอธิบายและสังเกตคุณสมบัติของมันได้ก็แต่ในปฏิกิริยาของมันกับระบบอื่น</span>”</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">10.4  ข่ายใยแห่งการถักทอ</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">การตีความทฤษฎีควอนตัมตามแบบโคเปนฮาเกน มิได้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป มีความเห็นที่ขัดแย้งอยู่หลายกระแส และยังไม่มีข้อยุติสำหรับปัญหาในทางปรัชญาที่เกี่ยวเนื่องอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมโยงสัมพันธ์ของสรรพสิ่งและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในจักรวาล ดูจะเป็นลักษณะพื้นฐานของความจริงในเรื่องอะตอม ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับการตีความในแบบหนึ่งแบบใดโดยเฉพาะ ข้อความต่อไปนี้ของ เดวิด โบห์ม (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">David Bohm)</span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เราถูกนำมาสู่ความคิดใหม่ในเรื่องความเป็นทั้งหมดอันมิอาจแบ่งแยกได้ ซึ่งได้ปฏิเสธความคิดดั้งเดิม  ในการแยกวิเคราะห์โลกออกเป็นส่วน ๆ เป็นอิสระแยกจากส่วนอื่น</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">…<span lang="TH">เราได้หันกลับจากความคิดเดิมที่ว่า </span>“<span lang="TH">หน่วยพื้นฐาน </span>”<span lang="TH">ของโลกเป็นความจริงพื้นฐาน และระบบต่าง ๆ เป็นเพียงการจัดเรียงตัวและรูปลักษณ์ในแบบหนึ่ง ๆ ซึ่งเกิดจากหน่วยเหล่านี้ประกอบกันขึ้น เราควรจะกล่าวว่า ความเชื่อมโยงสัมพันธ์ในทางควอนตัมอันไม่อาจแบ่งแยกได้ของจักรวาลทั้งหมดเป็นความจริงพื้นฐาน และหน่วย  ต่าง ๆ ที่เป็นอิสระอย่างสัมพันธ์นั้น เป็นเพียงรูปลักษณะเฉพาะส่วน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในพื้นฐานทั้งหมดนั้น </span></span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในระดับอะตอมสสารวัตถุในทัศนะของวิชาฟิสิกส์ดั้งเดิมได้กลายเป็นแบบแผนแห่งความอาจเป็นไปได้ และแบบแผนดังกล่าวมิได้แสดงความอาจเป็นไปได้ของสิ่งต่าง ๆ มากกว่า ทฤษฎีควอนตัมได้ทำให้เราเห็นว่าจักรวาลมิใช่การรวมกันของวัตถุทางฟิสิกส์ แต่เป็นข่ายใยอันซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ของจักรวาลทั้งหมด อย่างไรก็ตาม นี่เป็นวิธีการที่นักปรัชญาตะวันออกหยั่งรู้โลก และบางท่านได้สะท้อนประสบการณ์นั้นออกมาในคำพูด ซึ่งเกือบจะเหมือนกับคำพูดของนักฟิสิกส์ผู้ค้นคว้าเรื่องอะตอมดังตัวอย่างนี้</span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">สสารวัตถุกลายเป็นบางสิ่งซึ่งต่างไปจากที่เราเห็นกันในปัจจุบัน มิใช่วัตถุโดด ๆ ซึ่งอยู่ในท่ามกลางสภาพแวดล้อมของธรรมชาติ แต่เป็นส่วนซึ่งไม่อาจแยกออกได้จากทั้งหมด และในแง่มุมที่ลึกซึ้งแล้ว  มันเป็นการปรากฏแสดงของความเป็นเอกภาพของสรรพสิ่งซึ่งเราเห็นนั้น  สิ่งต่าง ๆ คงสภาพและธรรมชาติของมันได้โดยการอิงอาศัยกัน และไม่มีความหมายในตัวของมันเอง </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoBodyTextIndent" style="margin-bottom: 12pt;"><span lang="TH">หากว่าข้อความเหล่านี้อาจนำมาใช้แสดงทัศนะของวิชาฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอมข้อความอีกสองข้อความต่อไปนี้จากนักฟิสิกส์ก็อาจจะใช้เป็นคำอธิบายการหยั่งรู้ธรรมชาติของปราชญ์ทางตะวันออกได้ในทำนองกลับกัน</span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">อนุภาคมิใช่สิ่งซึ่งดำรงอยู่อย่างอิสระและไม่อาจวิเคราะห์แยกแยะได้ โดยแก่นแท้มันเป็นกลุ่มของความ  สัมพันธ์ซึ่งรวมเอาสิ่งอื่นเข้าไว้ด้วย  โลกปรากฏเป็นเสมือนใยเยื่ออันซับซ้อนของเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งรวมเอาลักษณะความสัมพันธ์ชนิดต่างๆ  ไม่ว่าสลับ ซ้อน หรือเชื่อมต่อกันเข้าไว้ ความสัมพันธ์เหล่านี้ จึงกำหนดลักษณะของทั้งหมด </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ภาพของข่ายใยแห่งเอกภพที่โยงใยถึงกันและกัน ซึ่งเกิดขึ้นในวิชาฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอมสมัยใหม่  ถูกนำมาใช้ในการอธิบาย ประสบการณ์อย่างรู้ธรรมชาติ ของชาวตะวันออกเป็นอย่างมาก สำหรับชาวฮินดู เป็นรากฐานอันสูงสุดของสรรพชีวิต</span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">พระองค์ผู้ทรงถักทอท้องนภา โลกพิภพและบรรยากาศ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เข้าเป็นผืนเดียวกัน กันทั้งกระแสลม และปราณของสรรพชีวิต </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">พระองค์ผู้เดียวผู้เป็นวิญญาณหนึ่งเดียวนั้น </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในพุทธศาสนา ภาพของข่ายใยแห่งเอกภพมีบทบาทที่สำคัญยิ่งขึ้นไปอีก แก่นคำสอนของ อวตังสกสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรสำคัญ สูตรหนึ่งของมหายานก็คือ การอธิบายว่าโลกเป็นข่ายใยอันสมบูรณ์แห่งสหสัมพันธ์ โดยที่เหตุการณ์และสิ่งทั้งหลายมีปฏิกิริยาต่อกันและกันอย่างต่อเนื่องไม่รู้จบ ชาวพุทธมหายานได้สร้างสรรค์ตำนานและเรื่องราวต่าง ๆ มากมายเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความเชื่อมโยงถึงกันหมดของทุกสิ่งในจักรวาล ข่ายใยแห่งเอกภพเป็นแกนกลางของคำสอนในพุทธศาสนานิกายตันตระซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของมหายาน ที่ถือกำเนิดในอินเดียในราวศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล และในปัจจุบันเป็นสายสำคัญของพุทธศาสนาแบบทิเบต คำภีร์ของสายนี้เรียกว่า ตันตะ มีรากเดิมในภาษาสันสกฤตซึ่งแปลว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ถักทอ</span>” <span lang="TH">อันแสดงถึงการประสานสัมพันธ์และอิงอาศัยกันของสิ่งต่างๆ และเหตุการณ์ทั้งมวล</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">10.5  จากผู้สังเกตเปลี่ยนเป็นผู้มีส่วนร่วม</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในศาสนาตะวันออก การประสานสัมพันธ์ของจักรวาลดังกล่าวรวมเอาผู้สังเกตการณ์ ซึ่งเป็นมนุษย์และความรับรู้ของเขาไว้ด้วย และสิ่งนี้ก็เป็นใจในวิชาฟิสิกส์ที่ส่าด้วยอะตอมด้วย ในระดับของอะตอม เราจะเข้าใจ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">วัตถุ</span>” <span lang="TH">ได้ก็แต่ในแง่ของปฏิกิริยาระหว่างกระบวนการเตรียมและกระบวนการตรวจวัดผล จุดสุดท้ายของกระบวนการต่อเนื่องเหล่านี้จบลงที่สำนักของมนุษย์ผู้ทำหน้าที่สังเกตการตรวจวัดผลเป็นปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิด </span>“<span lang="TH">ความรู้สึก</span>” <span lang="TH">ขึ้นในสำนึกของเรา ยกตัวอย่างเช่น การเห็นภาพแสงสว่างแวบ หรือจุดดำบนแผ่นภาพถ่ายและกฎของฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอมได้แสดงให้เรารู้ว่า ความอาจเป็นไปได้ในลักษณะใดที่อะตอมจะก่อให้เกิดความรู้สึกขึ้นในลักษณะใดลักษณะหนึ่งหากเราให้มันมีปฏิกิริยาต่อเรา ไฮเซนเบิร์กกล่าวไว้ว่า </span>“<span lang="TH">วิทยาศาสตร์ธรรมชาติมิได้เพียงอธิบายและนิยามธรรมชาติและตัวเราเอง</span>”</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ดังนั้นลักษณะอันสำคัญอย่างยิ่งยวดในวิชาฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอมก็คือ มนุษย์ไม่เพียงเป็นสิ่งจำเป็นในการสังเกตคุณสมบัติของวัตถุเท่านั้น แต่จำเป็นในการอธิบายคุณสมบัติเหล่านี้ด้วย ในวิชาฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอม เราไม่อาจจะอธิบายถึงคุณสมบัติของวัตถุในตัวของมันเอง คุณสมบัติดังกล่าวมีความหมายแต่ในขอบเขตแห่งปฏิกิริยาระหว่างวัตถุและผู้สังเกต ดังกล่าวของไฮเซนเบิร์กว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">สิ่งที่เธอสังเกตมิใช่ตัวธรรมชาติเอง แต่เป็นธรรมชาติที่ปรากฏต่อวิธีการตั้งคำถามของเรา</span>” <span lang="TH">ผู้สังเกตเป็นผู้เลือกวิธีการในการตรวจวัดผล ซึ่งวิธีดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติของวัตถุที่ถูกสังเกตด้วยเช่นกันในปริมาณหนึ่ง หากว่าการจัดเตรียมการทดลองเปลี่ยนไป คุณสมบัติของวัตถุที่ถูกสังเกตจะเปลี่ยนไปเช่นกัน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ดังนั้นในวิชาของฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอม นักวิทยาศาสตร์ไม่อาจจะแสดงบทบาทของผู้สังเกตซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุที่ถูกสังเกต แต่จะต้องเข้าเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ถูกสังเกต จนกระทั่งมีอิทธิพลต่อคุณสมบัติต่อวัตถุด้วย จอห์น วีลเลอร์ เห็นว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องของผู้สังเกตเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีควอนตัม ดังนั้นเขาจึงเสนอให้ใช้คำว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ผู้มีส่วนร่วม</span>” <span lang="TH">( </span>participator ) <span lang="TH">แทนคำว่า </span>“ <span lang="TH">ผู้สังเกต</span>” ( observer )</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">10.6  ลืมทุกสรรพสิ่ง</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดในเรื่อง </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">การเข้ามีส่วนร่วมแทนทีจะเป็นการสังเกต </span>“ <span lang="TH">ได้ถูกคิดค้นในวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่เมื่อไม่นานมานี้เอง แต่มันเป็นความคิดที่รู้จักกันดีในหมู่นักศึกษาศาสนา ความรู้ในทางศาสนาไม่อาจได้มาด้วยเพียงแต่การสังเกต แต่โดยการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่กับชีวิตจิตใจทั้งหมดของแต่ละบุคคล ความคิดเรื่องผู้มีส่วนร่วมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งยวดในโลกทัศน์แบบตะวันออกและได้ไปถึงจุดสูงสุดในศาสนาตะวันออก  ซึ่งผู้สังเกตและผู้ที่ถูกสังเกต  ผู้กระทำและถูกกระทำไม่เพียงแต่ไม่อาจแยกจากกันเท่านั้นหากทว่าไม่แตกต่างกันอีกด้วย  ต่างจากวิชาฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอม  ซึ่งถึงแม้ผู้สังเกตและสิ่งที่ถูกสังเกตไม่อาจแยกจากกัน   แต่ทว่ายังแตกต่างกันอยู่  พวกนักปฏิบัติในศาสนาไปไกลยิ่งกว่านั้นในสมาธิที่ลึกซึ้งพวกเขาบรรลุถึงจุดที่ความแตกต่างระหว่างผู้สังเกตและสิ่งที่ถูกสังเกตได้สูญเสียความหมายอย่างสิ้นเชิง  ผู้กระทำและสิ่งที่ถูกกระทำได้หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ดังที่กล่าวไว้ในคัมภีร์อุปนิษัทว่า</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ณ ที่ใดซึ่งทวิภาวะดำรงอยู่ ณ ที่นั้นบุคคลย่อมเห็นผู้อื่น  ย่อมได้กลิ่นผู้อื่น  ย่อมได้ลิ้มรสผู้อื่น</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">…<span lang="TH">.ณ ที่ใดซึ่งสรรพสิ่งได้กลายเป็นตัวตนเองแล้ว ณ ที่นั้นบุคคลที่จะเห็นใครด้วยอะไร  จะได้กลิ่นใครด้วยอะไร </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">นี้เป็นความเข้าใจในความเป็นเอกภาพของสรรพสิ่ง  จะบรรลุได้ในสภาวะแห่งสำนึก  ซึ่งปัจเจกภาพของบุคคลได้มลายลงสู่ภาวะอันไม่อาจแบ่งแยกได้ไปพ้นโลกแห่งความรู้สึก  และความคิดเรื่อง </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">สิ่งทั้งหลายถูกทิ้งไว้เบื้องหลังดังที่ขงจื้อกล่าวไว้ว่า</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความเกี่ยวพันของข้าพเจ้ากับร่างกายและส่วนต่าง ๆ สลายลง  อวัยวะในการรับรู้ของข้าพเจ้าถูกละทิ้งปล่อยให้วัตถุธาตุก่อรูปและกล่าวคำอำลาต่อความรู้ของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้ากลายเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่แผ่ไพศาลอันยิ่งใหญ่นั้น   สิ่งที่เรียกว่าข้าพเจ้านี้กำลังนั่งและลืมสรรพสิ่ง</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จบบทที่ 10</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2010/11/25/tao-of-physic-10/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เต๋าแห่งฟิสิกส์ (๙) ฟริตจอฟ  คาปรา</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2010/11/24/tao-of-physic-9/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2010/11/24/tao-of-physic-9/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Nov 2010 01:35:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[เต๋าแห่งฟิสิกส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1529</guid>
		<description><![CDATA[ภาคที่ 2   มรรคาแห่งศาสนาตะวันออก
บทที่ 9 นิกายเซน
เมื่อจิตใจของจีนได้สัมผัสกับความคิดอินเดียในรูปของพุทธศาสนาในราวศตวรรษที่หนึ่งหลังคริสตกาล ได้มีพัฒนาการซึ่งคล้ายคลึงกันสองกระแสเกิดขึ้นในด้านหนึ่ง การแปลพระสูตรของพระพุทธศาสนาได้กระตุ้นนักคิดของจีน และนำไปสู่การตีความคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นชาวอินเดีย จากพื้นฐานทางปรัชญาของชาวจีนเองจึงเป็นการและเปลี่ยนทางความคิดที่บังเกิดผลอย่างกว้างขวาง และมาถึงจุดสุดยอดในทางพระพุทธศาสนานิกาย ฮัวเอี้ยนในจีนและพุทธศาสนานิกายคีกอนในญี่ปุ่น ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว 

ในอีกด้านหนึ่ง ความเป็นนักปฏิบัติในจิตใจของชาวจีน ตอบสนองต่อการกระทบของพุธศาสนาจากอินเดียโดยมุ่งสนใจต่อด้านปฏิบัติ และพัฒนาสู่กฎเกณฑ์การปฏิบัติทางจิตใจชนิดพิเศษซึ่งเรียกว่า ฌาน ซึ่งแปลกันว่าสมาธิภาวนา ปรัชญาฌานนี้ในที่สุดญี่ปุ่นก็รับเอาไปในปี 1200 หลังคริสตกาล และได้เจริญงอกงามที่นั่นในชื่อว่า เซน และยังคงทรงชีวิตชีวาตราบจนทุกวันนี้ 
เซนจึงเป็นการผสมกลมกลืนของปรัชญาและลักษณะจำเพาะตัวของวัฒนธรรมที่แตกต่างกันสามแหล่ง เป็นวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น และสะท้อนลักษณะที่เป็นความลึกซึ้งทางสติปัญญาของอินเดีย ความรักในความเป็นธรรมชาติและความเป็นไปเองของเต๋า และการเน้นการปฏิบัติของลัทธิขงจื้อ 
แม้ว่าเซนจะมีลักษณะที่พิเศษเฉพาะตัว แต่แก่นแท้ของเซนก็คือพุทธศาสนาเนื่องจากความมุ่งหมายของเซนก็คือ การตรัสรู้อย่างพระพุทธองค์ซึ่งเรียกกันในภาษาของเซนว่า สาโตริ  ประสบการณ์แห่งการตรัสรู้เป็นแก่นแท้ของปรัชญาตะวันออกสาขาต่าง ๆ แต่เซนมีลักษณะจำเพาะตัวตรงที่มุ่งเน้นเป็นพิเศษเฉพาะประสบการณ์แห่งการตรัสรู้นี้โดยไม่สนใจในการตีความทั้งหลาย สึซึกิ กล่าวว่า “ เซน เป็นระเบียบปฏิบัติแห่งการตรัสรู้ ” ในทัศนะของเซน การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะบรรลุถึงความตื่นอย่างสมบูรณ์ เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา คำสอนอื่น ๆ นอกจากนั้น ดังที่อธิบายกันในพระสูตรหลายเล่มถือว่าเป็นส่วนเสริมประกอบ 
ประสบการณ์ของเซนจึงเป็นประสบการณ์แห่งสาโตริ และในเมื่อประสบการณ์เช่นนี้โดยปรมัตถ์แล้วไปพ้นความคิดในทุกลักษณะ ดังนั้นเซนจึงไม่สนใจในการย่อสรุปหรือการสร้างแนวคิดใด ๆ  เซนไม่มีคำสอนหรือปรัชญาที่พิเศษพิสดารปราศจากหลักความเชื่อและกฎเกณฑ์ซึ่งปราศจากเหตุผล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="text-align: center; margin: 12px 0cm 0px;" align="center"><span style="font-family: Tahoma; color: #d60093;"><strong>ภาคที่ 2   มรรคาแห่งศาสนาตะวันออก</strong></span></p>
<h4><span lang="TH">บทที่ 9 นิกายเซน</span></h4>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อจิตใจของจีนได้สัมผัสกับความคิดอินเดียในรูปของพุทธศาสนาในราวศตวรรษที่หนึ่งหลังคริสตกาล ได้มีพัฒนาการซึ่งคล้ายคลึงกันสองกระแสเกิดขึ้นในด้านหนึ่ง การแปลพระสูตรของพระพุทธศาสนาได้กระตุ้นนักคิดของจีน และนำไปสู่การตีความคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นชาวอินเดีย จากพื้นฐานทางปรัชญาของชาวจีนเองจึงเป็นการและเปลี่ยนทางความคิดที่บังเกิดผลอย่างกว้างขวาง และมาถึงจุดสุดยอดในทางพระพุทธศาสนานิกาย ฮัวเอี้ยนในจีนและพุทธศาสนานิกายคีกอนในญี่ปุ่น ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span id="more-1529"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในอีกด้านหนึ่ง ความเป็นนักปฏิบัติในจิตใจของชาวจีน ตอบสนองต่อการกระทบของพุธศาสนาจากอินเดียโดยมุ่งสนใจต่อด้านปฏิบัติ และพัฒนาสู่กฎเกณฑ์การปฏิบัติทางจิตใจชนิดพิเศษซึ่งเรียกว่า ฌาน ซึ่งแปลกันว่าสมาธิภาวนา ปรัชญาฌานนี้ในที่สุดญี่ปุ่นก็รับเอาไปในปี 1200 หลังคริสตกาล และได้เจริญงอกงามที่นั่นในชื่อว่า เซน และยังคงทรงชีวิตชีวาตราบจนทุกวันนี้ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เซนจึงเป็นการผสมกลมกลืนของปรัชญาและลักษณะจำเพาะตัวของวัฒนธรรมที่แตกต่างกันสามแหล่ง เป็นวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น และสะท้อนลักษณะที่เป็นความลึกซึ้งทางสติปัญญาของอินเดีย ความรักในความเป็นธรรมชาติและความเป็นไปเองของเต๋า และการเน้นการปฏิบัติของลัทธิขงจื้อ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">แม้ว่าเซนจะมีลักษณะที่พิเศษเฉพาะตัว แต่แก่นแท้ของเซนก็คือพุทธศาสนาเนื่องจากความมุ่งหมายของเซนก็คือ การตรัสรู้อย่างพระพุทธองค์ซึ่งเรียกกันในภาษาของเซนว่า สาโตริ  ประสบการณ์แห่งการตรัสรู้เป็นแก่นแท้ของปรัชญาตะวันออกสาขาต่าง ๆ แต่เซนมีลักษณะจำเพาะตัวตรงที่มุ่งเน้นเป็นพิเศษเฉพาะประสบการณ์แห่งการตรัสรู้นี้โดยไม่สนใจในการตีความทั้งหลาย สึซึกิ กล่าวว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">เซน เป็นระเบียบปฏิบัติแห่งการตรัสรู้ </span>” <span lang="TH">ในทัศนะของเซน การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะบรรลุถึงความตื่นอย่างสมบูรณ์ เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา คำสอนอื่น ๆ นอกจากนั้น ดังที่อธิบายกันในพระสูตรหลายเล่มถือว่าเป็นส่วนเสริมประกอบ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ประสบการณ์ของเซนจึงเป็นประสบการณ์แห่งสาโตริ และในเมื่อประสบการณ์เช่นนี้โดยปรมัตถ์แล้วไปพ้นความคิดในทุกลักษณะ ดังนั้นเซนจึงไม่สนใจในการย่อสรุปหรือการสร้างแนวคิดใด ๆ  เซนไม่มีคำสอนหรือปรัชญาที่พิเศษพิสดารปราศจากหลักความเชื่อและกฎเกณฑ์ซึ่งปราศจากเหตุผล และยังยืนยันด้วยว่า อิสรภาพจากความเชื่อที่กำหนดตายตัวทั้งมวล  ซึ่งเป็นสิ่งแสดงว่าเซนเป็นเรื่องของจิตวิญญาณอย่างแท้จริง </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เซนเชื่อมั่นว่าคำพูดไม่อาจแสดงสัจจะสูงสุดได้ สิ่งนี้แสดงออกอย่างชัดเจนในเซนมากกว่าในศาสนาอื่น ๆ ของตะวันออก เซนคงต้องได้รับอิทธิพลในเรื่องนี้จากลัทธิเต๋าซึ่งแสดงทัศนะในทำนองเดียวกัน จางจื้อกล่าวว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">หากมีคนถามถึงเต๋า และอีกคนหนึ่งตอบ ทั้งสองคนนั้นไม่รู้เรื่องเต๋าเลย </span>”</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 12pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">9.1  <span lang="TH">ไปล้างชาม</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คำสอนของเซนได้รับการถ่ายทอดจากอาจารย์สู่ศิษย์ด้วยวิธีพิเศษเฉพาะในแบบที่เหมาะสมกับเซนมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษแล้ว เซนได้รับคำอธิบายอย่างเหมาะสมที่สุดในวลีสี่บรรทัดนี้ </span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">การถ่ายทอดนอกคัมภีร์ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ไม่อิงอาศัยคำพูดและตัวหนังสือ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ชี้ตรงไปที่จิตของมนุษย์ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ค้นหาธรรมชาติของมนุษย์และการบรรลุพุทธภาวะ </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เทคนิคแห่งการ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ชี้ตรง</span>” <span lang="TH">นี้เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของเซน เป็นแบบฉบับของจิตใจแบบญี่ปุ่นซึ่งหนักไปในด้านญาณปัญญา มากกว่าเฉลียวฉลาดในด้านความคิดและนิยมที่จะแสดงความจริงโดยไม่ต้องอธิบายให้มากความ อาจารย์เซนเป็นผู้ที่ไม่พูดมากเกินจำเป็นและรังเกียจการคำนึงคำนวณและการสร้างทฤษฎีต่าง ๆ ดังนั้นพวกท่านจึงได้พัฒนาวิธีการแห่งการชี้ตรงไปอยู่สัจจะด้วยคำพูดหรือการกระทำซึ่งเป็นไปเองในทันที แสดงถึงความผิดธรรมดาของการนึกคิดและเช่นเดียวกับโกอันที่ได้โดยกล่าวถึงแล้ว คือมุ่งหมายที่จะหยุดกระบวนความคิด และเตรียมนักศึกษาเซนให้พร้อมต่อการประจักษ์แจ้งประสบการณ์อันลึกซึ้งเทคนิคดังกล่าวดูได้จากตัวอย่างบทสนทนาสั้น ๆ ต่อไปนี้ระหว่างอาจารย์เซนและลูกศิษย์ในบทสนทนาบทนี้เป็นแหล่งกำเนิดของตำราของเซนต่อมามากมาย จะเห็นได้ว่า อาจารย์เซนพูดน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และใช้คำพูดของตนหันเหความสนใจของลูกศิษย์จากความคิดนึกแบบเลื่อนลอย สู่ความจริงที่อาจประจักษ์ได้ </span></span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ภิกษุรูปหนึ่งซึ่งมาขอรับคำสอน กล่าวแกท่านโพธิธรรมว่า </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">ใจของผมไม่สงบ ได้โปรดช่วยทำให้ใจของผมสงบลงด้วย </span>” </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">ไหนลองเอาใจของเธอมาให้ฉันดูซิ </span>” <span lang="TH">ท่านโพธิธรรมตอบ </span>“ <span lang="TH">แล้วฉันจะทำให้มันสงบ</span>” </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">แต่เมื่อผมหาใจของผม </span>” <span lang="TH">ภิกษุรูปนั้นกล่าว </span>“ <span lang="TH">ผมก็หามันไม่พบ </span>” </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">นั่นไง </span>” <span lang="TH">ท่านโพธิธรรมสวนมาทันควัน </span>“ <span lang="TH">ฉันได้ทำให้ใจของเธอสงบแล้ว </span>” </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;"> </span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวแก่ท่านโจชีว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">ผมเพิ่งเข้าสู่พระพุทธศาสนา โปรดให้คำแนะนำแก่ผมด้วย </span>” </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ท่านโจชีถามขึ้นว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">เธอกินข้าวต้มของเธอแล้วหรือยัง </span>” </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ภิกษุรูปนั้นตอบว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">ผมกินแล้วครับ </span>” </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ท่านโจชีกล่าวว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“  <span lang="TH">ถ้างั้นไปล้างชาม </span>”</span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="margin: 12pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">9.2  <span lang="TH">สาโตริ</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในบทสนทนาเหล่านี้ได้ให้แง่มุมหนึ่งซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเซน การตรัสรู้ในเซนมิได้หมายถึงการแยกตัวออกจากโลก แต่กลับหมายถึงการดำรงอยู่ในกิจการประจำวันอย่างมีชีวิตชีวา ทัศนะดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงจิตใจของชาวจีน ซึ่งให้ความสำคัญต่อชีวิตนักปฏิบัติและนักประดิษฐ์ ความคิดในเรื่องความยืนยงของครอบครัว และไม่อาจรับลักษณะของชีวิตชาววัดของพุทธศาสนาในอินเดียได้ อาจารย์ชาวจีนเน้นอยู่เสมอว่า ฌาณหรือเซน คือประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเรา เป็น </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“  <span lang="TH">จิตใจทุก ๆ วัน </span>” <span lang="TH">ดังที่หม่าจื้อกล่าว สิ่งที่ท่านเหล่านี้มุ่งเน้นคือ การตื่นขึ้นท่ามกลางกิจการประจำวัน และเป็นที่ชัดเจนว่าท่านเหล่านี้ถือเอาชีวิตประจำวันมิใช่เพียงหนทางของการตรัสรู้ แต่เป็นตัวการตรัสรู้เลยทีเดียว </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในเซน  สาโตริหมายถึง ประสบการณ์ฉับพลันในการหยั่งรู้ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะของสรรพสิ่ง สิ่งแรกสุดในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือ วัตถุ กิจการ และผู้คน ซึ่งเราเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน ดังนั้นในขณะที่เซนเน้นการปฏิบัติในชีวิต เซนก็เป็นศาสนาที่มีนัยอันลึกซึ้งด้วยเช่นกัน ดำรงชีวิตทั้งมวลอยู่ในปัจจุบัน และทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่ภารกิจประจำวัน บุคคลผู้บรรลุสาโตริย่อมประจักษ์ความลับและความน่าพิศวงของชีวิตในทุก ๆ การกระทำ </span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">อัศจรรย์อะไรเช่นนี้ ลึกลับอะไรเช่นนี้ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ฉันหาบฟืน ฉันตักน้ำ </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความสมบูรณ์แบบของเซนก็คือ การดำเนินชีวิตประจำวันอย่างเป็นไปตามธรรมชาติและเป็นไปเอง เมื่อมีผู้ขอให้ท่านป้อจัง อธิบายเซน ท่านกล่าวว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">เมื่อหิวกิน เมื่อเหนื่อยนอน</span>” <span lang="TH">ถึงแม้ว่ามันจะดูง่าย ๆและชัดเจน ที่มักปรากฏอยู่เสมอในซนแต่จริง ๆ แล้วมันเป็นงานที่ยากเอาการ การที่จะดำรงชีวิตได้อย่างเป็นธรรมชาติต้องผ่านการฝึกฝนที่เชี่ยวชาญ และต้องมีความมุ่งมั่นในการแสวงหาคุณค่าทางจิตใจ ดังประโยคที่มีชื่อเสียงของเซนว่า </span></span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="540" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ก่อนที่ท่านจะศึกษาเซน ภูเขาเป็นภูเขา และแม่น้ำก็คือแม่น้ำ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในขณะที่ท่านศึกษาเซน ภูเขาไม่เป็นภูเขา และแม่น้ำมิใช่แม่น้ำ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">แต่เมื่อตรัสรู้ ภูเขากลับเป็นภูเขา และแม่น้ำก็เป็นแม่น้ำ </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">การเน้นความเป็นธรรมชาติ และความเป็นไปเองในเซน แสดงให้เห็นรากฐานซึ่งมาจากลัทธิเต๋า แต่พื้นฐานของการมุ่งเน้นเช่นนี้เป็นพุทธศาสนาอย่างแท้จริงเป็นความเชื่อในความสมบูรณ์ของธรรมชาติเดิมของเรา เป็นความตระหนักรู้ว่ากระบวนการแห่งการตรัสรู้ก็คือการกลับสู่สภาพที่เราเป็นมาตั้งแต่ต้น เมื่ออาจารย์ป้อจัง ถูกถามเกี่ยวกับการแสวงหาธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ ทานตอบว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">มันเหมือนกับการขี่หลังวัวเพื่อหาวัวนั่นแหละ</span>”</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 12pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">9.3  <span lang="TH">โดคือเต๋า</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในญี่ปุ่นปัจจุบัน เซนได้แยกเป็นสองนิกายย่อย ซึ่งแตกต่างกันโดยวิธีการสอน นิกายรินไซ หรือนิกาย </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ฉับพลัน</span>” <span lang="TH">สอนโดยใช้โกอัน และให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่อาจารย์เซนจะสนทนากับนักศึกษา ที่เรียกว่า ซานเซน ในช่วงนี้อาจารย์เซนจะให้นักศึกษาอธิบายโกอันซึ่งตนกำลังขบอยู่ การไขปริศนาของโกอันต้องผ่านการทำสมาธิอย่างแน่วแน่เป็นเวลานาน จนกระทั่งเกิดการรู้แจ้งแห่งสาโตริ อาจารย์เซนที่มีประสบการณ์จะรู้ว่าเมื่อใดที่นักศึกษาเซนมาถึงขอบแห่งการรู้แจ้งอย่างฉับพลัน และสามารถที่จะใช้คำพูดหรือการกระทำกระตุกให้สะดุ้งและนำเขาหรือเธอเข้าสู่ประสบการณ์ของสาโตริได้ด้วยวิธีการที่ไม่คาดฝัน เช่น  การตีด้วยไม้  หรือ การตะโกนเสียงดัง </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">นิกายโสโตะ หรือนิกาย </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">เชื่องช้า</span>” <span lang="TH">เลี่ยงวิธีการที่จะทำให้สะดุ้งของนิกายรินไซและมุ่งให้นักศึกษาเซนค่อย ๆ สุกงอมในทางจิตใจ </span>“<span lang="TH">เปรียบเหมือนสายลมอ่อน ๆ ในฤดูใบไม้ผลิซึ่งทนุถนอมดอกไม้และช่วยให้เบ่งบาน</span>”  <span lang="TH">นิกายนี้ส่งเสริมการ </span>“<span lang="TH">นั่งเงียบๆ</span>”  <span lang="TH">และการงานประจำวัน โดยถือเป็นการทำสมาธิภาวนาทั้งสองแบบ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ทั้งนิกายโสโตะและรินไซให้ความสำคัญอย่างสูงสุดแก่การทำ ซาเซนหรือการทำสมาธิภาวนา ซึ่งผู้ปฏิบัติในวัดเซนต้องกระทำเป็นเวลาหลาย ๆ ชั่วโมงในแต่ละวัน สิ่งแรกที่นักศึกษาเซนจะต้องเรียนรู้ก็คือท่านั่งและการหายใจในนิกายรินไซ ซาเซนเป็นการตระเตรียมจิตใจเพื่อการจับฉวยโกอัน ในนิกายโซโตะถือว่าซาเซนเป็นนิกายที่สำคัญที่สุดที่ช่วยให้นักศึกษามีอินทรีย์แก่กล้าและพร้อมต่อสาโตริ ยิ่งไปกว่านั้นซาเซนยังถูกถือว่าเป็นการกระทำเพื่อการหยั่งรู้ธรรมชาติแห่งการเป็นพุทธะของตน ร่างกายและจิตใจได้ผนึกรวมเป็นเอกภาพที่บรรสานสอดคล้อง ไม่จำเป็นต้องมีการปรับปรุงอีกต่อไป ดังที่บทกวีของเซนกล่าวไว้ว่า </span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">นั่งนิ่งเงียบ  ไม่กระทำสิ่งใด </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อฤดูใบไม้ผลิกรายมาต้นหญ้าก็งอกงาม </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อเซนยืนยันว่า การตรัสรู้ปรากฏได้ในกิจการประจำวัน เซนจึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น มิใช่แต่เพียงมีอิทธิพลในด้านจิตกรรม การประดิษฐ์อักษร การจัดสวน และงานหัตถกรรมหลายอย่างเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพิธีกรรมและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น  การชงชา  หรือการจัดดอกไม้ การยิงธนู การต่อสู้ด้วยดาบและยูโด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกลือกันในญี่ปุ่นว่าเป็น โด นั่นคือเต๋า หรือหนทางสู่การตรัสรู้ บรรจุอยู่ด้วยลักษณะต่างๆของประสบการณ์ของเซนและนำไปใช้ฝึกฝนเพื่อนำจิตใจให้สัมผัสกับสัจธรรมสูงสุดได้</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 12pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">9.4  <span lang="TH">ยิงไปเอง</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ข้าพเจ้าได้เคยกล่าวถึง พิธีชงน้ำชา ของชาวญี่ปุ่นซึ่งเรียกว่า ชา-โน-ยี ที่ทุกสิ่งกระทำไปอย่างเชื่องช้าและเป็นพิธีกรรม การเคลื่อนไหวอย่างเป็นไปเองของมือซึ่งใช้ในการเขียนตัวอักษรหรือภาพเขียน และจิตวิญญาณของ บึซิโด </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">วิถีแห่งนักรบ</span>”  <span lang="TH">ศิลปะต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งหมดเป็นการแสดงออกของความเป็นไปเอง ความเรียบง่าย และจิตใจที่ตื่นเต็มที่ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของชีวิตแบบเซน แม้ว่าศิลปะเหล่านี้จะใช้เทคนิคที่สมบูรณ์แบบ แต่การจะทำให้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริงนั้นจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อก้าวพ้นเทคนิคต่าง ๆ เหล่านั้น และศิลปะกลายเป็น </span>“<span lang="TH">ศิลปะแห่งความไม่มีศิลปะ</span>” <span lang="TH">ผุดขึ้นจากใต้สำนึก </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เป็นโชคดีของเราที่มีหนังสือของ ยูเกน  เฮอร์ริเกล ชื่อ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">เซนในศิลปะการยิงธนู</span>” <span lang="TH">อธิบาย </span>“<span lang="TH">ศิลปะแห่งความไม่มีศิลปะ</span>” <span lang="TH">นั้น เฮอร์ริเกล ได้ใช้เวลากว่าห้าปีอยู่กับอาจารย์ชาวญี่ปุ่นเพื่อเรียนรู้ศิลปะ </span>“<span lang="TH">อันลึกลับ</span>” <span lang="TH">และเขาได้ให้ทัศนะในหนังสือของเขาเกี่ยวกับเซนจากประสบการณ์ในการยิงธนู เขาอธิบายถึงการที่ยิงธนูถูกถือปฏิบัติเหมือนพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่ง </span>“<span lang="TH">ร่ายรำ</span>” <span lang="TH">ในท่วงทำนองแห่งการเป็นไปเอง ไร้ความพยายามและความมุ่งหมาย เขาใช้เวลาฝึกฝนหลายปี จนกระทั่งมันได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของเขา เพื่อเรียนรู้วิธีที่จะน้าวคันธนู </span>“<span lang="TH">โดยปราศจากความตั้งใจ</span>” <span lang="TH">ให้การยิง </span>“<span lang="TH">ไปจากนักยิงธนูเหมือนกับผลไม้สุก (หล่นจากต้น)</span>” <span lang="TH">เมื่อเขาบรรลุความสมบูรณ์ คันธนู ลูกศร เป้าและคนยิง หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในขณะนั้นเขามิได้เป็นผู้ยิง แต่ </span>“<span lang="TH">มัน</span>”  <span lang="TH">ทำของมันเอง </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คำอธิบายของเฮอร์ริเกล ในเรื่องการยิงธนู เป็นทัศนะที่บริสุทธิ์อย่างยิ่งในเรื่องเซน ทั้งนี้เพราะไม่ได้พูดเกี่ยวกับเซนไว้เลย</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จบบทที่ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">9</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2010/11/24/tao-of-physic-9/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เต๋าแห่งฟิสิกส์ (๘) ฟริตจอฟ  คาปรา</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2010/11/23/tao-of-physic-8/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2010/11/23/tao-of-physic-8/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Nov 2010 01:33:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[เต๋าแห่งฟิสิกส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1527</guid>
		<description><![CDATA[ภาคที่ 2   มรรคาแห่งศาสนาตะวันออก
บทที่ 8 ลัทธิเต๋า
ในระหว่างความคิดสองแนวของจีน  คือลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื้อนั้น  ลัทธิเต๋ามีคำสอนลึกซึ้งซึ่งอยู่ในประเด็นที่จะนำมาเปรียบเทียบกับฟิสิกส์สมัยใหม่  เช่นเดียวกับศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา  ลัทธิเต๋ามุ่งสนใจในญาณปัญญามากกว่าความรู้เชิงเหตุผล  ลัทธิเต๋ายอมรับข้อจำกัดและความเป็นสิ่งสัมพัทธ์ของโลกแห่งความนึกคิดเชิงเหตุผล  ดังนั้นลัทธิเต๋าโดยพื้นฐานจึงเป็นหนทางแห่งความอิสระจากโลกแห่งเหตุผล  และในแง่มุมนี้จึงอาจเทียบเท่ากับวิถีแห่งโยคะหรือเวทานตะในศาสนาฮินดู  หรืออริยมรรคมีองค์แปดของของพุทธศาสนา  ในขอบเขตของวัฒนธรรมจีน  ความเป็นอิสระอย่างของเต๋ามีความหมายค่อนข้างชัดเจนว่า  คือความเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ที่ตายตัวในทางสังคม ความไม่เชื่อในความรู้และเหตุผลซึ่งมนุษย์กำหนดขึ้นเป็นแบบแผนต่างๆนั้นปรากฏชัดเจนในลัทธิเต๋ามากกว่าในปรัชญาสาขาใดๆของตะวันตก  สิ่งนี้มีรากฐานอยู่บนความเชื่อที่แน่นแฟ้นว่าความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ไม่อาจเข้าใจเต๋าได้  จางจื้อได้กล่าวว่า 





ความรู้ที่กว้างขวางที่สุดไม่จำเป็นว่าจะต้องรู้มันด้วยเหตุผลจะไม่ทำให้คนฉลาดในเรื่องราวของมัน ปราชญ์ย่อมตัดสินว่าทั้งสองวิธีนี้ใช้ไม่ได้ 






คัมภีร์ของจางจื้อเต็มไปด้วยข้อความซึ่งสะท้อนความดูแคลนของเต๋าต่อเหตุผลและการโต้เถียง  ดังที่ท่านกล่าวว่า 





สุนัขไม่ได้เป็นสุนัขดีเพราะมันเห่าเก่ง คนไม่ได้เป็นคนฉลาดเพราะพูดเก่ง และการโต้เถียงพิสูจน์ถึงการเห็นที่ไม่ชัดเจน 





ในทัศนะของเต๋า  การคิดหาเหตุผลในเชิงตรรกะเป็นส่วนของโลกแห่งสมมติของมนุษย์  เป็นส่วนของค่านิยมในสังคมและมาตรฐานทางศีลธรรม  พวกเขาไม่สนใจในโลกดังกล่าวนี้  แต่มุ่งความสนใจทั้งหมดไปในการเฝ้าสังเกตุธรรมชาติเพื่อความประจักษ์แจ้งใน “ ลักษณะแห่งเต๋า ”  ดังนั้นผู้นับถือเต๋าจึงมีทัศนะซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์โดยพื้นฐาน  เพียงแต่ความไม่เชื่อในวิธีการวิเคราะห์วิจารณ์ของพวกเขา  ทำให้ไม่อาจสร้างเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมาได้เท่านั้น  อย่างไรก็ตามการสังเกตธรรมชาติอย่างละเอียดรอบคอบ  พร้อมทั้งการเพ่งเพียรที่จริงจัง  ได้ทำให้ปราชญ์ของเต๋าบรรลุญาณทัสนะอันสุขุมลุ่มลึกซึ่งได้รับการยืนยันโดยทางทฤษฎีวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ 
8.1  การชับเคี่ยวระหว่างขั้ว
ญาณทัสนะที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของเต๋าก็คือ  การประจักษ์แจ้งในความจริงที่ว่าการเปลี่ยนแปลงกลับกลายเป็นลักษณะสำคัญของธรรมชาติ  ข้อความในคัมภีร์จางจื้อได้แสดงอย่างชัดเจนว่า  การสังเกตโลกแห่งสรรพชีพได้ให้ความรู้ในเรื่องความเปลี่ยนแปลง  ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญขั้นพื้นฐาน 
ในการเปลี่ยนแปลงการเติบโตของสรรพสิ่ง  ตาไม้ทุกตา  และรูปลักษณะทุกรูปต่างมีรูปทรงที่แน่นอนของมัน  ในสิ่งเหล่านี้มีการเจริญและการเสื่อมสลายอย่างต่อเนื่อง  กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงกลับกลายอันไหลเลื่อนอย่างสม่ำเสมอ 
ผู้นับถือเต๋ามีทัศนะว่า  การเปลี่ยนแปลงทั้งมวลในธรรมชาติเป็นการปรากฏแสดงของการขับเคี่ยวระหว่างขั้วตรงกันข้ามคือหยินและหยัง  ดังนั้นผู้นับถือเต๋าจึงเชื่อว่าคู่ตรงข้ามใดๆก็ตาม  ต่างเชื่อมสัมพันธ์กันอย่างเคลื่อนไหว  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="text-align: center; margin: 12px 0cm 0px;" align="center"><span style="font-family: Tahoma; color: #d60093;"><strong>ภาคที่ 2   มรรคาแห่งศาสนาตะวันออก</strong></span></p>
<h4><span lang="TH">บทที่ 8 ลัทธิเต๋า</span></h4>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในระหว่างความคิดสองแนวของจีน  คือลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื้อนั้น  ลัทธิเต๋ามีคำสอนลึกซึ้งซึ่งอยู่ในประเด็นที่จะนำมาเปรียบเทียบกับฟิสิกส์สมัยใหม่  เช่นเดียวกับศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา  ลัทธิเต๋ามุ่งสนใจในญาณปัญญามากกว่าความรู้เชิงเหตุผล  ลัทธิเต๋ายอมรับข้อจำกัดและความเป็นสิ่งสัมพัทธ์ของโลกแห่งความนึกคิดเชิงเหตุผล  ดังนั้นลัทธิเต๋าโดยพื้นฐานจึงเป็นหนทางแห่งความอิสระจากโลกแห่งเหตุผล  และในแง่มุมนี้จึงอาจเทียบเท่ากับวิถีแห่งโยคะหรือเวทานตะในศาสนาฮินดู  หรืออริยมรรคมีองค์แปดของของพุทธศาสนา  ในขอบเขตของวัฒนธรรมจีน  ความเป็นอิสระอย่างของเต๋ามีความหมายค่อนข้างชัดเจนว่า  คือความเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ที่ตายตัวในทางสังคม ความไม่เชื่อในความรู้และเหตุผลซึ่งมนุษย์กำหนดขึ้นเป็นแบบแผนต่างๆนั้นปรากฏชัดเจนในลัทธิเต๋ามากกว่าในปรัชญาสาขาใดๆของตะวันตก  สิ่งนี้มีรากฐานอยู่บนความเชื่อที่แน่นแฟ้นว่าความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ไม่อาจเข้าใจเต๋าได้  จางจื้อได้กล่าวว่า </span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความรู้ที่กว้างขวางที่สุดไม่จำเป็นว่าจะต้องรู้มันด้วยเหตุผลจะไม่ทำให้คนฉลาดในเรื่องราวของมัน ปราชญ์ย่อมตัดสินว่าทั้งสองวิธีนี้ใช้ไม่ได้ </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm;"><span id="more-1527"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คัมภีร์ของจางจื้อเต็มไปด้วยข้อความซึ่งสะท้อนความดูแคลนของเต๋าต่อเหตุผลและการโต้เถียง  ดังที่ท่านกล่าวว่า </span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">สุนัขไม่ได้เป็นสุนัขดีเพราะมันเห่าเก่ง คนไม่ได้เป็นคนฉลาดเพราะพูดเก่ง และการโต้เถียงพิสูจน์ถึงการเห็นที่ไม่ชัดเจน </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในทัศนะของเต๋า  การคิดหาเหตุผลในเชิงตรรกะเป็นส่วนของโลกแห่งสมมติของมนุษย์  เป็นส่วนของค่านิยมในสังคมและมาตรฐานทางศีลธรรม  พวกเขาไม่สนใจในโลกดังกล่าวนี้  แต่มุ่งความสนใจทั้งหมดไปในการเฝ้าสังเกตุธรรมชาติเพื่อความประจักษ์แจ้งใน</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;"> “ <span lang="TH">ลักษณะแห่งเต๋า </span>”  <span lang="TH">ดังนั้นผู้นับถือเต๋าจึงมีทัศนะซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์โดยพื้นฐาน  เพียงแต่ความไม่เชื่อในวิธีการวิเคราะห์วิจารณ์ของพวกเขา  ทำให้ไม่อาจสร้างเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมาได้เท่านั้น  อย่างไรก็ตามการสังเกตธรรมชาติอย่างละเอียดรอบคอบ  พร้อมทั้งการเพ่งเพียรที่จริงจัง  ได้ทำให้ปราชญ์ของเต๋าบรรลุญาณทัสนะอันสุขุมลุ่มลึกซึ่งได้รับการยืนยันโดยทางทฤษฎีวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">8.1  การชับเคี่ยวระหว่างขั้ว</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ญาณทัสนะที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของเต๋าก็คือ  การประจักษ์แจ้งในความจริงที่ว่าการเปลี่ยนแปลงกลับกลายเป็นลักษณะสำคัญของธรรมชาติ  ข้อความในคัมภีร์จางจื้อได้แสดงอย่างชัดเจนว่า  การสังเกตโลกแห่งสรรพชีพได้ให้ความรู้ในเรื่องความเปลี่ยนแปลง  ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญขั้นพื้นฐาน </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในการเปลี่ยนแปลงการเติบโตของสรรพสิ่ง  ตาไม้ทุกตา  และรูปลักษณะทุกรูปต่างมีรูปทรงที่แน่นอนของมัน  ในสิ่งเหล่านี้มีการเจริญและการเสื่อมสลายอย่างต่อเนื่อง  กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงกลับกลายอันไหลเลื่อนอย่างสม่ำเสมอ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ผู้นับถือเต๋ามีทัศนะว่า  การเปลี่ยนแปลงทั้งมวลในธรรมชาติเป็นการปรากฏแสดงของการขับเคี่ยวระหว่างขั้วตรงกันข้ามคือหยินและหยัง  ดังนั้นผู้นับถือเต๋าจึงเชื่อว่าคู่ตรงข้ามใดๆก็ตาม  ต่างเชื่อมสัมพันธ์กันอย่างเคลื่อนไหว  สำหรับจิตใจแบบตะวันตกแล้ว  ความคิดที่ว่าสิ่งตรงกันข้ามทั้งมวลต่างเป็นเอกภาพนั้นเป็นสิ่งที่รับได้ยากยิ่ง  มันดูเหมือนผิดธรรมดาเป็นอย่างยิ่งเมื่อประสบการณ์และคุณค่าต่างๆ  ซึ่งเราเชื่อมาโดยตลอดว่าเป็นสิ่งตรงกันข้าม  ควรเป็นแง่มุมที่ต่างกันของสิ่งเดียวกัน  อย่างไรก็ตามในตะวันออกถือกันว่าการจะรู้แจ้งได้นั้น  บุคคลจะต้อง </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">ก้าวพ้นสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้ามในโลก </span>”  <span lang="TH">ในจีนความสัมพันธ์เชิงขั้วของสิ่งตรงกันข้ามทั้งมวลเป็นพื้นฐานอย่างยิ่งของความคิดของเต๋า  ดังที่จางจื้อกล่าวว่า </span></span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">นี่ </span>”  <span lang="TH">ก็คือ </span>“ <span lang="TH">นั่น </span>”  “ <span lang="TH">นั่น </span>”  <span lang="TH">ก็คือ </span>“ <span lang="TH">นี่ </span>”  <span lang="TH">เมื่อทั้ง </span>“ <span lang="TH">นั่น </span>”  <span lang="TH">และ </span>“ <span lang="TH">นี่ </span>”  <span lang="TH">ต่างหยุดเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน  นั่นเป็นแก่นแท้ของเต๋า  แก่นแท้นี้เท่านั้นที่เป็นศูยน์กลางของวงเวียนแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่รู้หยุด </span></span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จากความคิดที่ว่าการเคลื่อนไหวของเต๋าเป็นการขับเคี่ยวอย่างต่อเนื่องของสิ่งที่ตรงกันข้าม  ผู้นับถือเต๋าจึงได้สรุปเป็นกฎสองประการสำหรับการกระทำของมนุษย์เมื่อใดก็ตามที่เราต้องการจะได้สิ่งใด  เราควรจะเริ่มจากสิ่งที่ตรงกันข้าม  ดังที่เหล่าจื้อกล่าวว่า </span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จะยุบอะไรสักสิ่ง  ควรจะขยายมันก่อน จะทำให้อ่อนแอ  ต้องทำให้เข้มแข็งก่อน จะกำจัด  ต้องเชิดชูก่อน จะรับ  ต้องให้ก่อน นี่เรียกว่าปัญญาอันลึกซึ้ง </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในอีกทางหนึ่ง  เมื่อเราต้องการจะรักษาสิ่งใดไว้  เราควรยอมรับในสิ่งที่เป็นตรงกันข้าม </span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จงโค้งคำนับ  แล้วท่านจะยืนตรงอยู่ได้ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จงทำตัวให้ว่างเปล่า  แล้วท่านจะเต็มอยู่เสมอ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จงทำตัวให้เก่า  แล้วท่านจะใหม่อยู่เสมอ </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">นี่เป็นวิถีของปราชญ์ผู้บรรลุถึงทัศนะอันสูงส่ง  ซึ่งสัมพันธภาพและความสัมพันธ์เชิงขั้วของสิ่งตรงกันข้ามทั้งมวล  ปรากฏในความรับรู้ของท่านอย่างแจ่มแจ้งสิ่งตรงข้ามเหล่านี้มีอาทิ  สิ่งแรกและสิ่งสุดท้าย  ความคิดเรื่องดีและเลว  ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในลักษณะเดียวกับหยินและหยัง  เมื่อทั้งดีและเลวและมาตรฐานทางศีลธรรมทั้งหมดถูกเห็นเป็นสิ่งสัมพัทธ์  ปราชญ์เต๋าจึงไม่เพียรพยายามเพื่อบรรลุคุณความดี  แต่จะรักษาสมดุลระหว่างความดีและเลว  จางจื้อเห็นประเด็นนี้อย่างชัดเจน </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คำกล่าวที่ว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">เราจะไม่กระทำตามและเชิดชูความถูกต้อง  และไม่เกี่ยวข้องกับความผิด  ใช่หรือไม่ </span>”  <span lang="TH">และ </span>“ <span lang="TH">เราจะไม่เชื่อฟังและเชิดชูผู้ปกครองที่ดี  และไม่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครองที่เลว  ใช่หรือไม่ </span>”  <span lang="TH">แสดงความปรารถนาที่จะทำความคุ้นเคยกับหลักการของฟ้าและดินและคุณภาพที่แตกต่างกันของสรรพสิ่ง  เป็นการง่ายที่จะกระทำตามและเชิดชูฟ้า  และไม่สนใจต่อดิน  เป็นการง่ายที่จะกระทำตามและเชิดชูหยิน  และไม่สนใจหยัง  เป็นที่ชัดเจนว่า  วิถีทางเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">8.2  ทีหลังต่อจากทีแรก</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เป็นที่น่าประหลาดใจว่า  ในเวลาเดียวกับที่เหล่าจื้อและสานุศิษย์ของท่านได้พัฒนาโลกทัศน์ของตน  คุณลักษณะสำคัญแห่งทัศนะแบบเต๋านั้นเป็นสิ่งที่สอนกันในกรีกเช่นเดียวกัน  โดยบุคคลซึ่งคำสอนของเขาเป็นที่รู้จักเพียงบางส่วนและผู้ซึ่งถูกเข้าใจผิดตลอดมาจนปัจจุบัน  ชาวเต๋าแห่งกรีกผู้นี้ก็คือ  เฮราคลิตัสแห่งเอเฟซัส   เฮราคลิตัสมีทัศนะคติเช่นเดียวกับเหล่าจื้อ  ไม่เพียงแต่เน้นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเขาแสดงออกในประโยคซึ่งมีชื่อเสียงว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">ทุกสิ่งเลื่อนไหล </span>”  <span lang="TH">เท่านั้น  แต่ยังมีทัศนะที่ว่า  การเปลี่ยนแปลงทั้งมวลมีลักษณะเป็นวงเวียน  เขาเปรียบเทียบโองการแห่ง </span>“ <span lang="TH">ดวงไฟอันนิรันดร  บางครั้งลุกโพลง  และบางครั้งมอดลง </span>”  <span lang="TH">ซึ่งคล้ายคลึงกับแนวคิดของจีนในเรื่องเต๋า  ซึ่งแสดงตัวมันเองออกมาในการขับเคี่ยวในลักษญะวงเวียนระหว่างหยินกับหยาง </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดที่ว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นการขับเคี่ยวระหว่างสิ่งที่ตรงกันข้ามได้นำเฮราคลิตัสกับเหลาจื้อมาสู่การค้นพบว่า สิ่งที่ตรงกันข้ามทั้งมวลมีลักษณะเป็นขั้วตรงกันข้าม และในขณะเดียวกันก็เป็นเอกภาพ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ทางขึ้นและลงเป็นทางเดียวและเหมือนกัน</span>”  <span lang="TH">เฮราคริตัสกล่าว </span>“ <span lang="TH">พระเจ้าคือ กลางวัน กลางคืน ฤดูหนาว ฤดูร้อน สงคราม สันติภาพ  ความอิ่ม และความอดอยากหิวโหย </span>”   <span lang="TH">เช่นเดียวกับผู้นับถือเต๋า เฮราคริตัสมีทัศนะว่าคู่ตรงข้ามทุกคู่เป็นเอกภาพ และเขาตระหนักดีถึงความเป็นสิ่งสัมพัทธ์ของความคิดเหล่านี้ทั้งหมด เขายังได้กล่าวไว้ว่า </span>“ <span lang="TH">สิ่งที่เย็นกลับกลายเป็นอุ่น สิ่งที่อุ่นกลับเป็นเย็น สิ่งที่ชื้นกลับแห้ง สิ่งที่แห้งกลับเปียก </span>”  <span lang="TH">นี้ได้ทำให้เรานึกถึงคำกล่าวของเหลาจื้อที่ว่า </span>“ <span lang="TH">ง่ายทำให้เกิดยาก</span>…<span lang="TH">เสียงก้องทำให้ไพเราะ ทีหลังต่อจากทีแรก </span>” </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เป็นที่น่าประหลาดใจที่ว่าความคล้ายคลึงกันอย่างมากในทัศนะของปราชญ์ทั้งสองแห่งศตวรรษที่หกก่อน </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คริสตกาลไม่เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป  เฮราคริตัสมักจะถูกเอ่ยถึงเชื่อมโยงกับฟิสิกส์สมัยใหม่ แต่แทบจะไม่เคยเอ่ยถึงเฮราคริตัสกับเต๋าเลยและความเกี่ยวโยงกับเต๋านี้เองเป็นสิ่งที่แสดงได้อย่างดีที่สุดว่า ทัศนะของเฮราคริตัสแฝงในเชิงศาสนา จึงทำให้ความคล้ายคลึงระหว่างความคิดของเฮราคริตัสกับความคิดในวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่เป็นสัดส่วนที่เหมาะสมกันในทัศนะของข้าพเจ้า </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อเรากล่าวถึงความคิดของเต๋าเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญคือ ต้องระลึกเสมอว่า การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้มิใช่เกิดจากแรงผลักดันภายนอก หากเป็นแนวโน้มภายในของสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งมวล การเคลื่อนไหวของเต๋า ไม่มีตัวการผลักดันแต่การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดโดยธรรมชาติ ความเป็นไปเองของกฎแห่งการกระทำของเต๋า และในเมื่อการกระทำของมนุษย์ควรที่จะจำลองเอามาจากวิถีทางของเต๋า ความเป็นไปเองจึงควรเป็นลักษณะสำคัญของการกระทำทั้งมวลของมนุษยชาติ สำหรับเต๋าการกระทำที่สอดคล้องกับธรรมชาติแท้ของบุคคลมันหมายถึงความเชื่อมั่นต่อปัญญาญาณของบุคคล ซึ่งเป็นเนื้อหาของใจมนุษย์เช่นเดียวกับที่กฏของการเปลี่ยนแปลงเป็นเนื้อหาของสรรพสิ่งรอบ ๆ ตัวเรา </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">การกระทำของปราชญ์เต๋า จึงเกิดจากปัญญาญาณของท่านเป็นไปเองและสอดคล้องกับสภาพการณ์แวดล้อม ท่านไม่จำเป็นต้องบีบบังคับตนเองหรือสิ่งต่าง ๆ รอบกายท่าน เป็นแต่เพียงปรับการกระทำของท่านให้เข้ากับการเคลื่อนไหวของเต๋า ฮวยหนั่นจื้อกล่าวไว้ว่า </span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ผู้ซึ่งกระทำตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ย่อมไหลไปในกระแสของเต๋า </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">การกระทำในลักษณะดังกล่าวนี้เรียกกันในปรัชญาเต๋าว่า อู่-วุ่ยมีความหมายตามพยัญชนะว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ไม่กระทำ</span>” <span lang="TH">โจเซฟ นีดแฉม แปลความว่า </span>“<span lang="TH">ละเว้นจากการกระทำที่ขัดแย้งกับธรรมชาติ</span>” <span lang="TH">เราอาจจะ เทียบความหมายนี้กับคำกล่าวของจวงจื้อ ดังนี้ </span></span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">การไม่กระทำนี้ มิได้หมายถึงการไม่ทำอะไรเลยและอยู่อย่างนิ่งเฉย หากเป็นการปล่อยให้ทุกสิ่ง ดำเนินไปตามที่มันเป็นในธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติของมันพึงพอใจ </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">หากว่าเราละเว้นจากการกระทำที่ขัดแย้งกับธรรมชาติ หรือดังที่โจเซฟ นีลแฮม กล่าวไว้ว่า จาก </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">การดำเนินที่ขัดแย้งกับแก่นแท้ของสิ่งทั้งหลาย </span>” <span lang="TH">เราก็จะดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับเต๋า ซึ่งจะได้รับความสำเร็จ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">นี่คือความหมายของคำกล่าวซึ่งดูจะเป็นปริศนาของเหลาจื้อที่ว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">โดยการไม่กระทำ ทุกสิ่งก็สำเร็จลงได้</span>”</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">8.3  ไม่รู้ว่าตนรู้นั้นดีสุด</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความแตกต่างกันระหว่างหยินกับหยางมิใช่เป็นแต่เพียงกฎเกณฑ์พื้นฐานของวัฒนธรรมจีนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนออกมาในแนวคิดใหญ่สองแนวของจีน ลัทธิขงจื้อนั้นเต็มไปด้วยเหตุผลมีลักษณะเข้มแข็งอย่างชาย กระตือรือร้นและมีอำนาจในทางตรงกันข้าม ลัทธิเต๋านั้นเต็มไปด้วยลักษณะแห่งญาณปัญญา นุ่มนวลอย่างหญิงลึกซึ้งและอ่อนน้อม เหลาจื้อกล่าวว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“ <span lang="TH">ไม่รู้ว่าตนรู้นั้นดีที่สุด </span>” <span lang="TH">และ </span>“ <span lang="TH">ปราชญ์ย่อมกระทำกิจโดยปราศจากการกระทำ และสอนโดยปราศจากคำพูด </span>” <span lang="TH">ผู้นับถือเต๋าเชื่อว่าโดยการเปิดเผยส่วนที่เป็นความนุ่มนวลอย่างหญิง และความอ่อนน้อมแห่งธรรมชาติของมนุษย์ ก็จะเป็นการง่ายที่สุดที่จะนำชีวิตซึ่งได้ดุลอย่างสมบูรณ์ให้สอดคล้องกับเต๋า อุดมคติของเต๋าอาจสรุปรวมได้อย่างดีที่สุดในคำกล่าวของจางจื้อ ซึ่งอธิบายถึงสวรรค์แห่งเต๋า </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในอดีตกาล ขณะที่ความยุ่งยากสับสนยังไม่เกิด บุคคลได้ดำรงอยู่ในความสงบซึ่งเป็นสมบัติของโลกทั้งหมด ในขณะนั้นหยินและหยางสอดคล้องต้องกันและคงสงบนิ่งอยู่ การหยุดและการเคลื่อนไหวเป็นไปโดยปราศจากอุปสรรค ฤดูกาลทั้งสี่ถูกต้องตามกำหนด ไม่มีสักสิ่งที่ได้รับอันตรายและไม่มีสิ่งมีชีวิตใดตายก่อนกำหนด มนุษย์อาจจะมีความรู้มากมายแต่ไม่มีโอกาสที่จะใช้มัน นี่คือสิ่งที่เรียกว่าสภาวะแห่งเอกภาพสมบูรณ์ ในเวลาเช่นนี้ ไม่มีการกรำทำบนหนทางของผู้ใด คงมีแต่การปรากฏแสดงอย่างสม่ำเสมอของความเป็นไปเอง</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จบบทที่ 8</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2010/11/23/tao-of-physic-8/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เต๋าแห่งฟิสิกส์ (๗) ฟริตจอฟ  คาปรา</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2010/11/22/tao-of-physic-7/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2010/11/22/tao-of-physic-7/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Nov 2010 01:24:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[เต๋าแห่งฟิสิกส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1525</guid>
		<description><![CDATA[ภาคที่ 2   มรรคาแห่งศาสนาตะวันออก
บทที่ 7 ปรัชญาจีน
เมื่อพระพุทธศาสนาแผ่มาถึงประเทศจีนในช่วงศตวรรษแรกของคริสตกาล ก็ได้ปะทะสังสรรค์กับวัฒนธรรมซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่าสองพันปี ในวัฒนะธรรมโบราณนี้ความคิดเชิงปรัชญาได้ถึงจุดสมบูรณ์สุดยอดในปลายราชวงศ์โจว ซึ่งนับเป็นยุคทองของปรัชญาจีน และก็ยังเป็นที่นับถืออย่างสูงสุดเรื่อยมา 

ตั้งแต่แรกเริ่มเลยทีเดียวที่ปรัชญาจีนมีสองลักษณะที่เสริมซึ่งกันและกัน เนื่องจากชาวจีนเป็นผู้นิยมการปฏิบัติและมีสำนึกทางสังคมสูง ดังนั้นปรัชญาทุกสำนักของจีนจึงสอนเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในสังคม มนุษยสัมพันธ์ คุณค่าทางศีลธรรมและรัฐบาลในทางใดทางหนึ่ง อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นส่วนคำสอนที่ลึกซึ้ง ซึ่งชี้แนะว่าจุดหมายสูงสุดของปรัชญานั้นอยู่เหนือสังคมโลกและชีวิตประจำวัน คือการเข้าสู่สภาวะจิตที่สูงส่ง ซึ่งเป็นระดับของนักปราชญ์ผู้รู้แจ้งทั้งหลาย ผู้บรรลุถึงความเป็นเอกภาพของจักรวาล 
อย่างไรก็ตามนักปราชญ์ของจีนนั้นมิได้ดำรงอยู่เฉพาะในภูมิแห่งจิตที่สูงส่งเท่านั้น  ทว่ายังคงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางโลกอยู่เท่า ๆ กันในตัวท่านมีทั้งด้านที่เป็นปัญญาญาณและความรู้แห่งการปฏิบัติ ความสงบระงับ และปฏิบัติการทางสังคม คุณลักษณะเช่นนี้ได้ปรากฏในคุณลักษณะของนักปราชญ์และพระจักรพรรดิ จางจื้อ กล่าวไว้ว่ามนุษย์ผู้รู้แจ้งอย่างสมบูรณ์นั้น “เมื่อสงบนิ่งอยู่ท่านคือปราชญ์ หากเมื่อเคลื่อนไหวท่านคือจักรพรรดิ” 
ในระหว่างศตวรรษที่ 6 ก่อนคริศตกาล ปรัชญาจีนในสองลักษณะดังกล่าวได้พัฒนาสู่ปรัชญาสองสำนักที่แยกกันชัดเจนคือ ลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋า 
ลัทธิขงจื้อเป็นลัทธิที่จัดการองค์กรทางสังคม เป็นปรัชญาแห่งสามัญสำนึกและความรู้ในการดำเนินชีวิต ลัทธิขงจื้อได้เป็นรากฐานของระบบการศึกษาของสังคมจีนและค่านิยมในทางศีลธรรมจรรยาที่แข็งแกร่ง ความมุ่งหมายสำคัญประการหนึ่งคือการวางรากฐานทางจริยธรรมสำหรับระบบครอบครัวของจีน ด้วยคำสอนซึ่งมีโครงสร้างที่ซับซ้อนและพิธีกรรมการบูชาบรรพบุรุษ ในทางตรงกันข้าม ลัทธิเต๋ามุ่งการสังเกตธรรมชาติและการค้นหาวิถีของธรรมชาติ หรือเต๋า ความสุขของมนุษย์ในทัศนะของเต๋าเกิดจากการที่มนุษย์ดำเนินตามกฎของธรรมชาติ กระทำการต่าง ๆ สอดคล้องกับธรรมชาติอย่างเป็นไปเอง และเชื่อมั่นในญาณปัญญา 
7.1  ขงจื้อกับเต๋า
สองแนวคิดนี้ได้แทนขั้วตรงกันข้ามในปรัชญาจีน แต่ในประเทศจีนถือว่าเป็นขั้วเดียวกัน ดังนั้นจึงอยู่ในฐานะที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยทั่วไปลัทธิขงจื้อจะเน้นที่การศึกษาของเยาวชน ซึ่งจะต้องเรียนรู้กฎระเบียบและค่านิยมที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตในสังคม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="text-align: center; margin: 12px 0cm 0px;" align="center"><span style="font-family: Tahoma; color: #d60093;"><strong>ภาคที่ 2   มรรคาแห่งศาสนาตะวันออก</strong></span></p>
<h4><span lang="TH">บทที่ 7 ปรัชญาจีน</span></h4>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อพระพุทธศาสนาแผ่มาถึงประเทศจีนในช่วงศตวรรษแรกของคริสตกาล ก็ได้ปะทะสังสรรค์กับวัฒนธรรมซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่าสองพันปี ในวัฒนะธรรมโบราณนี้ความคิดเชิงปรัชญาได้ถึงจุดสมบูรณ์สุดยอดในปลายราชวงศ์โจว ซึ่งนับเป็นยุคทองของปรัชญาจีน และก็ยังเป็นที่นับถืออย่างสูงสุดเรื่อยมา </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span id="more-1525"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ตั้งแต่แรกเริ่มเลยทีเดียวที่ปรัชญาจีนมีสองลักษณะที่เสริมซึ่งกันและกัน เนื่องจากชาวจีนเป็นผู้นิยมการปฏิบัติและมีสำนึกทางสังคมสูง ดังนั้นปรัชญาทุกสำนักของจีนจึงสอนเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในสังคม มนุษยสัมพันธ์ คุณค่าทางศีลธรรมและรัฐบาลในทางใดทางหนึ่ง อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นส่วนคำสอนที่ลึกซึ้ง ซึ่งชี้แนะว่าจุดหมายสูงสุดของปรัชญานั้นอยู่เหนือสังคมโลกและชีวิตประจำวัน คือการเข้าสู่สภาวะจิตที่สูงส่ง ซึ่งเป็นระดับของนักปราชญ์ผู้รู้แจ้งทั้งหลาย ผู้บรรลุถึงความเป็นเอกภาพของจักรวาล </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">อย่างไรก็ตามนักปราชญ์ของจีนนั้นมิได้ดำรงอยู่เฉพาะในภูมิแห่งจิตที่สูงส่งเท่านั้น  ทว่ายังคงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางโลกอยู่เท่า ๆ กันในตัวท่านมีทั้งด้านที่เป็นปัญญาญาณและความรู้แห่งการปฏิบัติ ความสงบระงับ และปฏิบัติการทางสังคม คุณลักษณะเช่นนี้ได้ปรากฏในคุณลักษณะของนักปราชญ์และพระจักรพรรดิ จางจื้อ กล่าวไว้ว่ามนุษย์ผู้รู้แจ้งอย่างสมบูรณ์นั้น </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">เมื่อสงบนิ่งอยู่ท่านคือปราชญ์ หากเมื่อเคลื่อนไหวท่านคือจักรพรรดิ</span>” </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในระหว่างศตวรรษที่ 6 ก่อนคริศตกาล ปรัชญาจีนในสองลักษณะดังกล่าวได้พัฒนาสู่ปรัชญาสองสำนักที่แยกกันชัดเจนคือ ลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋า </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ลัทธิขงจื้อเป็นลัทธิที่จัดการองค์กรทางสังคม เป็นปรัชญาแห่งสามัญสำนึกและความรู้ในการดำเนินชีวิต ลัทธิขงจื้อได้เป็นรากฐานของระบบการศึกษาของสังคมจีนและค่านิยมในทางศีลธรรมจรรยาที่แข็งแกร่ง ความมุ่งหมายสำคัญประการหนึ่งคือการวางรากฐานทางจริยธรรมสำหรับระบบครอบครัวของจีน ด้วยคำสอนซึ่งมีโครงสร้างที่ซับซ้อนและพิธีกรรมการบูชาบรรพบุรุษ ในทางตรงกันข้าม ลัทธิเต๋ามุ่งการสังเกตธรรมชาติและการค้นหาวิถีของธรรมชาติ หรือเต๋า ความสุขของมนุษย์ในทัศนะของเต๋าเกิดจากการที่มนุษย์ดำเนินตามกฎของธรรมชาติ กระทำการต่าง ๆ สอดคล้องกับธรรมชาติอย่างเป็นไปเอง และเชื่อมั่นในญาณปัญญา </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">7.1  ขงจื้อกับเต๋า</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">สองแนวคิดนี้ได้แทนขั้วตรงกันข้ามในปรัชญาจีน แต่ในประเทศจีนถือว่าเป็นขั้วเดียวกัน ดังนั้นจึงอยู่ในฐานะที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยทั่วไปลัทธิขงจื้อจะเน้นที่การศึกษาของเยาวชน ซึ่งจะต้องเรียนรู้กฎระเบียบและค่านิยมที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตในสังคม ในขณะที่ลัทธิเต๋าจะมีผู้สูงอายุยึดถือปฏิบัติ มุ่งที่จะแสวงหาและพัฒนาความเป็นไปเองตามธรรมชาติในชีวิตซึ่งมีอยู่เดิมแล้ว แต่ได้ถูกทำลายไปโดยค่านิยมทางสังคม ในศตวรรษที่ 11 และ 12 ลัทธิขงจื้อแนวใหม่ได้พยายามที่จะสังเคราะห์ลัทธิขงจื้อ พุทธศาสนา และลัทธิเต๋าเข้าด้วยกัน ก่อกำเนิดเป็นปรัชญาของจูสีร์ นักคิดผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของจีน จูสีร์เป็นนักปราชญ์ที่สำคัญซึ่งรวมเอาความเป็นนักศึกษาของขงจื้อเข้ากับการเข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้งตามแนวพุทธและเต๋าสังเคราะห์ขึ้นเป็นปรัชญาของตน </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ลัทธิขงจื้อตั้งชื่อตามท่าน กังฟูจื้อ หรือ ขงจื้อ ผู้เป็นครูเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงและมีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมาก ขงจื้อมีเป้าหมายหรือหน้าที่ประการสำคัญในการถ่ายทอดมรดกแห่งวัฒนธรรมโบราณแก่ลูกศิษย์ของตน อย่างไรก็ตาม ขงจื้อได้ปฏิเสธวิธีการถ่ายทอดความรู้ที่สืบกันมาแบบปรัมปรา โดยตีความประเพณีต่าง ๆ ตามความคิดทางศีลธรรมของตนเอง </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คำสอนของขงจื้อมีรากฐานอยู่บนคัมภีร์สุดยอดทั้งหก ซึ่งเป็นคัมภีร์โบราณอันบรรจุอยู่ด้วยปรัชญา พิธีกรรม กวีนิพนธ์  ดนตรี และประวัติศาสตร์ ถือเป็นมรดกทางจิตใจและวัฒนธรรมของนักปราชญ์ของจีนในอดีต ตามธรรมเนียมของจีนเชื่อกันว่าขงจื้อเป็นผู้ประพันธ์ ผู้วิจารณ์ และผู้จัดทำคัมภีร์เหล่านี้ แต่นักศึกษาสมัยใหม่ไม่ยอมรับเช่นนั้น ความคิดของขงจื้อเองเริ่มเป็นที่รู้จักกันในคัมภีร์  ลุ่นอวี้ (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">Lun Yu<span lang="TH">) หรือคัมภีร์หลักลัทธิขงจื้อ ซึ่งรวบรวมสรุปคำสอนต่างๆโดยลูกศิษย์บางคนของขงจื้อ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ผู้เป็นปรมาจารย์ของลัทธิเต๋าก็คือ เหล่าจื้อ ชื่อของท่านมีความหมายว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">อาจารย์ผู้เฒ่า</span>” <span lang="TH">ท่านเป็นคนร่วมสมัยกับขงจื้อ ทว่ามีอายุมากกว่า เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า เหลาจื้อเป็นผู้รจนาคัมภีร์สั้น ๆ ซึ่งรวมคำสอนสำคัญของเต๋าเอาไว้ ในประเทศจีนโดยทั่วไปเรียกคัมภีร์เล่มนี้ว่า เหลาจื้อ และในตะวันตกเรียกคัมภีร์เล่มนี้ว่า เต๋าเตอจิง แปลว่า </span>“<span lang="TH">จินตกวีนิพนธ์แห่งวิถีทางและอำนาจ</span>”  <span lang="TH">ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกกันภายหลัง ข้าพเจ้าได้เอ่ยถึงวิธีการเขียนที่ผกผันผิดธรรมดาและสำนวนภาษาที่ทรงพลังในท่วงทำนองของกวีนิพนธ์ของคัมภีร์เล่มนี้ ซึ่งโจเซฟนีแดรมถือว่าเป็น </span>“<span lang="TH">งานที่ลึกซึ้งและงดงามที่สุดในภาษาจีน</span>” </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คัมภีร์สำคัญอันดับสองของเต๋าคือคัมภีร์ จางจื้อ ซึ่งใหญ่กว่าเต๋าเตอจิงมาก ผู้รจนาคือจางจื้อ ซึ่งมีชีวิตอยู่ราวสองร้อยปีหลังเหลาจื้อ อย่างไรก็ตามนักศึกษาสมัยใหม่เห็นว่า ทั้งคัมภีร์จางจื้อและเหลาจื้อมิใช่งานของผู้ประพันธ์เพียงคนเดียว แต่เป็นคัมภีร์ที่รวมบทประพันธ์เต๋าของผู้ประพันธ์หลาย ๆ คนในระยะเวลาต่าง ๆ กัน</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">7.2  มุ่งหมายสิ่งเดียวกัน</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ทั้งคัมภีร์หลักลัทธิขงจื้อและคัมภีร์เต๋าเตอจิง ประพันธ์ขึ้นในท่วงทำนองที่เสนอแนะอย่างกระชับ ซึ่งเป็นแบบฉบับของแนวคิดแบบจีน จิตใจแบบจีนไม่ถูกหน่วงอยู่ด้วยความคิดเชิงตรรกะแบบย่อสรุป และได้พัฒนาภาษาที่แตกต่างจากภาษาตะวันตกอยู่มาก คำหลายคำอาจใช้เป็นคำนาม คำวิเศษณ์ หรือคำกริยาและลำดับของคำในประโยคมิได้ถูกกำหนดด้วยกฎเกณฑ์ทางไวยกรณ์มากเท่ากับเนื้อหาทางอารมณ์ของประโยค </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คำในภาษาจีนดั้งเดิมแตกต่างจากสัญลักษณ์ย่อสรุปซึ่งแทนความคิดแยกแยะวิเคราะห์อย่างชัดเจนเป็นอันมาก มันเป็นสัญลักษณ์ทางเสียงเสียมากกว่าและมีพลังแห่งการนำเสนอความหมายที่รุนแรง ก่อให้เกิดภาพแห่งจินตนาการและอารมณ์ที่ซับซ้อนได้อย่างฉับพลัน ความตั้งใจของผู้พูดมิได้มุ่งแสดงความคิดที่เฉลียวฉลาดมากนัก แต่มุ่งที่จะให้เกิดผลกระทบอย่างมีอิทธิพลต่อผู้ฟังมากกว่า ในทำนองเดียวกันลักษณะตัวเขียนก็มิใช่สัญลักษณ์ย่อสรุปแต่เป็นแบบแผนของสิ่งที่ทรงชีวิต ที่เรียกว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">เกสตอลต์</span>” <span lang="TH">ซึ่งรักษาจินตนาการและพลังแห่งการนำเสนอความหมายของคำนั้นไว้ได้อย่างสมบูรณ์ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ด้วยเหตุผลที่นักปราชญ์ของจีนมีการแสดงออกทางภาษาที่เหมาะกับวิธีคิดของตน การเขียนการพูดของท่านเหล่านั้นจึงเป็นแบบที่ห้วนสั้น แต่มั่งคั่งด้วยจินตนาการ จินตนาการเหล่านี้ส่วนมากจะสูญหายไปเมื่อมีการแปลถ้อยคำเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ ยกตัวอย่างเช่น การแปลข้อความจากคัมภีร์เต๋าเตอจิงจะเก็บใจความได้เป็นส่วนน้อยจากความคิดที่มั่งคั่งในภาษาเดิม นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้คัมภีร์นี้หลายสำนวนดูเหมือนจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฟุงยู่หลาน ได้กล่าวไว้ว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ต้องรวมเอาคำแปลทุกสำนวนที่มีอยู่แล้ว และที่จะมีขึ้นเข้าด้วยกันจึงจะแสดงความหมายของคัมภีร์เหลาจื้อและคัมภีร์หลักของลัทธิขงจื้อได้อย่างสมบูรณ์ตามความหมายในภาษาเดิม</span>” </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เช่นเดียวกับชาวอินเดีย ชาวจีนเชื่อว่ามีปรมัตถ์สัจจะซึ่งเป็นที่รวมและที่มาของสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งหลายที่เราสังเกตได้ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">มีคำอยู่สามคำคือ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">สมบูรณ์</span>”    “<span lang="TH">รวมทุกสิ่ง</span>”  <span lang="TH">และ </span>“<span lang="TH">ทั้งหมด</span>” </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คำเหล่านี้ต่างกัน แต่สัจจะซึ่งแฝงอยู่ในนั้นเหมือนกัน </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">มุ่งหมายถึงสิ่ง ๆ เดียว </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ชาวจีนเรียกสัจจะนี้ว่า เต๋า ซึ่งมีความหมายว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ทาง</span>” <span lang="TH">มันเป็นวิถีทางหรือกระบวนการของจักรวาล กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ในระยะต่อมาผู้นับถือลัทธิขงจื้อได้ตีความหมายแตกต่างออกไป โดยกล่าวถึงเต๋าของมนุษย์ หรือเต๋าของสังคมมนุษย์ และรับเอาเป็นหนทางชีวิตที่ถูกต้องในศีลธรรม </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในความหมายเดิมในระดับกว้าง </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">เต๋า</span>” <span lang="TH">เป็นปรมัตถสัจจะซึ่งไม่อธิบายได้ ดังนั้นจึงเท่ากับพรหมันในศาสนาฮินดูและธรรมกายในศาสนาพุทธ อย่างไรก็ตามมันแตกต่างจากความคิดทางอินเดียสองความคิดนี้ โดยคุณลักษณะแห่งความเป็นพลวัติของมัน เต๋าเป็นกระบวนการแห่งแห่งเอกภพซึ่งทุกสิ่งมีส่วนสัมพันธ์อยู่ด้วย โลกเป็นกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงอันต่อเนื่องไม่รู้สิ้นสุด</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">7.3  หลักอนิจจัง</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">พุทธศาสนาเป็นหลักอนิจจังซึ่งคล้ายคลึงกับเต๋ามาก แต่ในพุทธศาสนาหลักอนิจจังถูกนำมาใช้เป็นหลักเบื้องต้นในการอธิบายสภาพการณ์ของมนุษย์เท่านั้นโดยได้แจกแจงรายละเอียดทางจิตวิทยาสืบเนื่องจากหลักการดังกล่าว ในทางตรงกันข้าม ชาวจีนมิได้เพียงแต่เชื่อว่าการเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะสำคัญของธรรมชาติ แต่ยังเชื่อด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีแบบแผนที่แน่นอน ซึ่งมนุษย์สังเกตรู้ได้นักปราชญ์ได้เห็นถึงแบบแผนเหล่านี้ดังนั้นจึงมุ่งการกระทำของท่านให้สอดคล้องกับมัน โดยวิธีการเช่นนี้ท่านกลายเป็น </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">หนึ่งเดียวกับเต๋า</span>” <span lang="TH">มีชีวิตอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ และจึงสำเร็จในทุกสิ่งที่กระทำ ฮวยหนั่นจื้อ นักปราฃญ์ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่างศตวรรษที่สองก่อนคริสตกาลได้กล่าวไว้ว่า </span></span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 9.9pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ผู้กระทำตามวิถีทางแห่งเต๋า ปฏิบัติสอดคล้องกับกระบวนการธรรมชาติของฟ้าและดิน จะจัดการกับโลกได้อย่างง่ายดาย </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">แล้วอะไรคือแบบแผนวิถีทางแห่งเอกภาพ ซึ่งมนุษย์ต้องรู้จักลักษณะสำคัญของเต๋าคือธรรมชาติแห่งการหมุนวนของการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไม่รู้จบเหลาจื้อกล่าวว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">การหมุนกลับคือการเคลื่อนไหวของเต๋า</span>” <span lang="TH">และ </span>“<span lang="TH">ยิ่งไปได้ไกลหมายถึงการย้อนกลับ</span>” <span lang="TH">ประเด็นสำคัญในที่นี้ก็คือ พัฒนาการทุกอย่างในธรรมชาติไม่ว่าในทางกายภาพหรือสภาพการณ์ของมนุษย์แสดงแบบแผนแห่งการหมุนไปและกลับ  แบบแผนแห่งการยืดขยายและหดตัว </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดนี้ได้จากการสังเกตการเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์และจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลอย่างไม่ต้องสงสัย  และได้ถูกยึดถือเป็นกฎเกณฑ์ของชีวิต  ชาวจีนเชื่อว่าเมื่อใดก็ตามที่สภาพการณ์หนึ่งใดได้พัฒนาไปจนถึงที่สุดในทางหนึ่ง  มันจะต้องหมุนย้อนกลับมาถึงที่สุดในอีกทางหนึ่ง  ความเชื่อพื้นฐานอันนี้ได้ให้ความกล้าหาญและอดทนในยามลำบาก ทำให้มัธยัสถ์ในยามที่ประสบความสำเร็จ และได้นำไปสู่หลักคำสอนแห่งหนทางอันเรืองรองซึ่งผู้นับถือลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื้อ เหลาจื้อกล่าวว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">นักปราชญ์ย่อมหลีกเลี่ยงความฟุ้งเฟ้อเกินพอดี และการทำตามอำเภอใจ</span>” </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">7.4  หยินกับหยัง</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในทัศนะของชาวจีน มีน้อยเกินไป ดีกว่า มีมากเกินไป ไม่ได้ทำ ดีกว่า ทำมากเกินไป เพราะแม้ว่าถึงเราจะไม่ก้าวหน้าไปไกลแต่ก็แน่ใจได้ว่าเราจะไปถูกทาง เปรียบกับชายผู้ปรารถนาจะไปให้ไกลสุดทางตะวันออก ท้ายที่สุดจะกลับไปทางตะวันตก หรือผู้ปรารถนาจะสะสมเงินมาก ๆ เพื่อให้ตนเองร่ำรวย ท้ายสุดจะต้องกลับมาเป็นคนจน การที่สังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่กำลังพยายามอย่างต่อเนื่องในการเพิ่ม </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">มาตรฐานการครองชีพ</span>” <span lang="TH">จึงทำให้คุณภาพของชีวิตของสมาชิกในสังคมนั้น ๆ ลดลง นับเป็นภาพที่แสดงปัญญาของจีนโบราณดังกล่าวได้เป็นอย่างดี </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm 12pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดในเรื่องแบบแผนแห่งการหมุนวนของเต๋า ได้ถูกกำหนดเป็นโครงสร้างที่แน่นอนโดยการเสนอว่ามีขั้วตรงกันข้ามสองอันคือ หยิน กับ หยัง เป็นขั้วซึ่งกำหนดขอบเขตของวงเวียนแห่งการเปลี่ยนแปลง </span></p>
<div>
<table style="border-collapse: collapse; background: #fffff5;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="85%" bgcolor="#fffff5">
<tbody>
<tr>
<td style="padding: 0cm 5.4pt; width: 100%; border: 1.5pt solid maroon;" width="568" height="100%" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อหยังถึงจุดสูงสุดก็ต้องถอยให้กับหยิน </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อหยินถึงจุดสูงสุดก็ต้องถอยให้กับหยัง </span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 12pt 0cm 6pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในทัศนะแบบจีน สิ่งปรากฏแสดงทั้งมวลของเต๋ามาจากการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของแรงแห่งขั้วทั้งสอง ความคิดนี้เป็นความคิดที่เก่ามาก และชนหลายรุ่นได้ถือเอาสัญลักษณ์แห่งหยิน หยังจนกระทั่งมันกลายเป็นความคิดพื้นฐานของจีน ความหมายเดิมของคำว่าหยินและหยัง คือส่วนที่เป็นเงาและส่วนที่ต้องแสงแดดของภูเขา ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ของความคิดทั้งสองได้เป็นอย่างดี </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างเรียกว่า เต๋า </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">นับแต่ยุคแรกสุด ขั้วทั้งสองของธรรมชาติไม่เพียงแต่แทนความสว่างและความมืดเท่านั้น แต่ยังแทนด้วยความเป็นชายและความเป็นหญิง แข็งและอ่อนข้างบนและข้างล่าง  หยังส่วนที่เป็นความเข้มแข็ง ความเป็นชาย พลังสร้างสรรค์นั่นคือฟ้า ในขณะที่หยินส่วนที่เป็นความมืด ความอ่อนโยน ความเป็นหญิงและความเป็นแม่นั่นคือดิน ฟ้าอยู่เบื้องบนและเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว ดิน ในทัศนะเดิม อยู่เบื้องล่างและสงบนิ่ง ดังนั้นหยังแทนความเคลื่อนไหวและหยินแทนการสงบนิ่งในเรื่องของความคิดหยินคือจิตใจที่ซับซ้อนแบบหญิงเป็นไปในทางญาณปัญญา  หยังคือจิตใจที่ชัดเจนมีเหตุมีผลอย่างชาย หยินคือความเงียบนิ่งอย่างสงบของปราชญ์ หยังคือการกระทำที่สร้างสรรค์อย่างมีพลังของจักรพรรดิ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ลักษณะการเคลื่อนไหวของหยินและหยัง ถูกแสดงด้วยสัญลักษณ์ของจีนโบราณที่เรียกว่า ไท้ จิ ถู หรือ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">แผนผังแสดงสัจธรรมสูงสุด</span>” <span lang="TH">แผนผังนี้แสดงสมมาตรระหว่างส่วนที่มืดคือหยินกับส่วนที่สว่างคือหยัง ทว่ามิใช่สมมาตรที่อยู่นิ่ง แต่เป็นสมมาตรแห่งการหมุนวนอันเปี่ยมไปด้วยพลัง </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center; text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center"><img class="alignnone size-full wp-image-1523" title="chap-07-01" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2010/11/chap-07-01.jpg" alt="" width="193" height="167" /></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center; text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center">
<p class="MsoNormal" style="text-align: center; text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อหยังหมุนกลับสู่จุดเริ่มต้น หยินก็เป็นใหญ่ แล้วก็หมุนไปสู่หยังอีก</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จุดสองจุดในแผงผังแทนความคิดที่ว่า  เมื่อใดที่แรงหนึ่งแรงใดถึงจุดสูงสุดในตัวมันขณะนั้นก็มีพืชพันธ์ของสิ่งตรงข้ามอยู่ด้วยแล้ว </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คู่ของหยินและหยังเป็นเสมือนอุปรากรที่เปิดแสดงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แทรกซึมอยู่ในวัฒนธรรมของจีน และเป็นสิ่งกำหนดลักษณะทั้งมวลของวิถีตามแบบจีน จางจื้อกล่าวว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ชีวิตคือการผสมผสานอย่างกลมกลืนของหยินและหยัง</span>” <span lang="TH">เนื่องจากเป็นประเทศเกษตรกรรมชาวจีนจึงคุ้นเคยกับการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ และการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลและปรากฎการณ์แห่งการเจริญเติบโตและการเสื่อมสลายของธรรมชาติฝ่ายอินทรียวัตถุจึงถือได้ว่าเป็นการแสดงที่ชัดเจนของการขับเคี่ยวระหว่างหยินกับหยัง ระหว่างฤดูหนาวที่มืดและเยือกเย็นกับฤดูร้อนที่สว่างและร้อนแรง การขับเคี่ยวในฤดูกาลของขั้วต่างทั้งสอง สะท้อนออกมาในอาหารที่รับประทานซึ่งจะมีทั้งหยินและหยางในทัศนะของชาวจีนแล้ว อาหารที่มีคุณค่าต้องประกอบด้วยหยินและหยางในสัดส่วนที่สมดุลกัน </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">7.5  การประทะกันของหยินและหยาง</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">การแพทย์แผนโบราณของจีนก็เช่นกัน ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความสมดุลระหว่างหยินและหยังในร่างกายของมนุษย์ ความเจ็บไข้ใด ๆ เกิดจากสมดุลนี้เสียไป ร่างกายถูกแบ่งเป็นส่วนหยินและหยาง กล่าวรวม ๆ ว่าภายในร่างกายคือหยาง ผิวนอกร่างกายคือหยิน ด้านหลังคือหยัง ด้านหน้าคือหยิน อวัยวะต่าง ๆ ก็มีทั้งที่เป็นหยินและหยาง ความสมดุลระหว่างส่วนต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ถูกหล่อเลี้ยงอยู่ด้วยการเลื่อนไหลของ ฉี้ หรือพลังงานแห่งชีวิต </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">การขับเคี่ยวระหว่างหยินและหยังอันเป็นคู่ตรงข้ามจึงเป็นเสมือนกฎเกณฑ์แห่งการเคลื่อนไหวของเต๋า แต่ชาวจีนมิได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น พวกเขาได้ทำการศึกษาต่อไปถึงความสัมพันธ์หลายรูปแบบหลายรูปแบบของหยินและหยาง ซึ่งได้พัฒนาขึ้นเป็นระบบของแบบแผนแห่งเอกภาพ ปรากฏอย่างละเอียดลอออยู่ในคัมภีร์ อี้จิง คัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลง </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นคัมภีร์เล่มแรกในบรรดาคัมภีร์สุดยอดทั้งหกของขงจื้อ และต้องถือว่าเป็นงานที่เป็นหัวใจของความคิดและวัฒนธรรมของจีนความนิยมและความยอมรับนับถือของชาวจีนต่อคัมภีร์เหล่านี้ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา เทียบได้กับความนิยมและยอมรับในหลาย ๆ คัมภีร์ เช่น คัมภีร์พระเวทและคัมภีร์ไบเบิ้ล ในวัฒนธรรมอื่น  ริชาร์ด วิลเฮล์ม  ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีนได้เขียนคำนำในการแปลคัมภีร์เล่มนี้ไว้ว่า </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">อี้จิ้ง:คัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลงของจีนเล่มนี้ นับเป็นหนังสือที่สำคัญที่สุดเล่มหนึ่ง ในโลกของ วรรณกรรมอย่างไม่ต้องสงสัย ต้นกำเนิดของคัมภีร์นับย้อนไปสู่สมัยโบราณซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราว </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ของเทพ  คัมภีร์เล่มนี้ได้ดึงดูดความสนใจของนักปราชญ์ที่สำคัญของจีนตราบจนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาสามพันกว่าปีแห่งประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของจีน ส่วนที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดนั้นได้รับแรงบัลดาลใจจากคัมภีร์เล่มนี้ ดังนั้นจึงเป็นการปลอดภัยที่จะกล่าวว่า ปัญญาอันช่ำชองซึ่งผ่านกาลเวลานับด้วยพันปีได้เป็นส่วนประกอบในคัมภีร์อี้จิ้ง </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">7.6  เส้นตรงหกเส้น</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คัมภีร์แห่งการเจริญเติบโตมาเป็นเวลาหลายพันปี ประกอบด้วยหลายชั้นหลายเชิงซึ่งแตกกิ่งก้านมาจากยุคสมัยสำคัญที่สุดของความคิดจีน จุดเริ่มแรกในคัมภีร์เป็นการรวบรวมภาพหรือสัญลักษณ์ จำนวน 64 อัน สร้างขึ้นจากความคิดเรื่องหยิน หยาง และใช้เป็นการทำนายเหตุการณ์ต่าง ๆ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;"><img class="alignnone size-full wp-image-1524" title="chap07-02" src="http://www.kkooldesign.com/wp-content/uploads/2010/11/chap07-02.jpg" alt="" width="182" height="172" /></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;" align="center"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">สัญลักษณ์แต่ละอันประกอบด้วยเส้นตรงหกเส้น อาจจะเป็นเส้นประ (หยิน) หรือเส้นทึบ (หยัง)ก็ได้ ทั้งหกสิบสี่อันเป็นการผสมผสานระหว่างเส้นตรงในลักษณะดังกล่าวเท่าที่จะเป็นไปได้โดยไม่ซ้ำกัน สัญลักษณ์เหล่านี้ถูกถือเป็นแบบฉบับของเอกภพ แสดงหรือแทนแบบแผนของเต๋าในธรรมชาติและในสภาพการณ์ของมนุษย์แต่ละอันมีชื่อเรียกเฉพาะและมีคำอธิบายเป็นคัมภีร์เล็กๆ เรียกว่าคำทำนาย ซึ่งจะแนะนำสิ่งที่จะต้องกระทำให้เหมาะสมกับสภาพที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์แต่ละอัน ยังมีคัมภีร์อีกเล่มชื่อ ภาพพจน์ ซึ่งเขียนขึ้นในภายหลัง ได้อธิบายความหมายของสัญลักษณ์แต่ละอันในรูปบทกวีสั้นๆสองสามบรรทัด คัมภีร์อีกฉบับหนึ่งอธิบายความหมายของเส้นตรงแต่ละเส้นของสัญลักษณ์นี้ โดยใช้ภาษาซึ่งเชื่อมโยงกับเทพเจ้าต่าง ๆ ซึ่งมักจะเข้าใจได้ยาก </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คัมภีร์ย่อยทั้งสามเล่มนี้ประกอบกันขึ้นเป็นคัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลงซึ่งใช้เป็นคำทำนาย ผู้มีความสงสัยหรือความทุกข์ เมื่อต้องการทราบสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตนก็ต้องทำพิธีและสั่นติ้วซึ่งมีจำนวนห้าสิบอัน เมื่อได้ติ้วอันใดอันหนึ่งก็ไปดูที่สัญลักษณ์ที่ตรงกัน จะมีคำทำนายและแนะนำถึงสิ่งที่ต้องกระทำให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ต่าง ๆ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;"> <span lang="TH">ในคัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลง มีภาพพจน์ที่จะเปิดเผย ตอนท้ายมีคำทำนายให้ตีความ โชคและ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เคราะห์ได้บ่งบอกไว้ให้ตัดสินใจ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;"> จุดมุ่งหมายในการปรึกษากับคัมภีร์อี้จิงจึงไม่ใช่ที่จะรู้อนาคตเท่านั้นแต่ยังช่วยค้นหาสิ่งที่กำหนดสภาพการณ์ปัจจุบันของตน เพื่อที่จะเลือกกระทำการใดได้อย่างถูกต้อง ทัศนคติอันนี้ได้ยกระดับคัมภีร์อี้จิงขึ้นเหนือหนังสือคาถาเวทมนต์ธรรมดา เป็นคัมภีร์ที่กอปรด้วยปัญญา </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">7.7  การเปลี่ยนแปลง</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">โดยแท้จริงแล้วประโยชน์ของอิ้จิงในวิถีทางแห่งปัญญานั้นสำคัญมากกว่าประโยชน์ในทางเป็นคำทำนายมากมายนัก มันเป็นแหล่งบันดาลใจของนักคิดจีนตลอดยุคสมัย ดังเช่นเหลาจื้อซึ่งได้แต่งคำสอนที่ลึกซึ้งที่สุดจากบางบทแห่งความเข้าใจในอี้จิง ขงจื้อได้ศึกษาคัมภีร์นี้อย่างจริงจัง และคำอธิบายขยายความของคัมภีร์นี้ซึ่งกลายเป็นคัมภีร์ย่อย ๆ ในระดับต่าง ๆ นั้น ส่วนใหญ่มาจากสำนักของขงจื้อ คำอธิบายขยายความเหล่านี้เรียกว่า ปีกทั้งสิบ ได้รวมเอาการตีความโครงสร้างของสัญลักษณ์เหล่านั้นเข้าด้วยกันกับการอธิบายในเชิงปรัชญา </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ที่แกนกลางคำอธิบายขยายความของขงจื้อ เช่นเดียวกับแกนกลางของคัมภีร์อี้จิง ได้เน้นย้ำอยู่ที่ลักษณะการเคลื่อนไหวของปรากฏการณ์ทั้งมวล การเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของสรรพสิ่ง และสภาพการณ์ทั้งมวลเป็นสิ่งสำคัญซึ่งแสดงไว้ในคัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลง </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">การเปลี่ยนแปลงก็คือคัมภีร์ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ซึ่งเราไม่อาจยึดถือย่างโดดเดี่ยว </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เต๋าของมันคือการเปลี่ยนแปลงเสมอ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">กลับกลาย เคลื่อนไหว ไม่รู้หยุด </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เลื่อนไหลผ่านที่ว่าง ทั้งหก </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ลอยและจมโดยปราศจากกฎเกณฑ์ตายตัว </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความมั่นคงและความอ่อนน้อมเปลี่ยนกลับไปมา </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">มันไม่อาจจำกัดได้ด้วยกฎเกณฑ์หนึ่งใด </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คงมีแต่การเปลี่ยนแปลงเท่านั้นที่จะกระทำการอยู่ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">จบบทที่ 7</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kkooldesign.com/2010/11/22/tao-of-physic-7/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เต๋าแห่งฟิสิกส์ (๖) ฟริตจอฟ  คาปรา</title>
		<link>http://www.kkooldesign.com/2010/11/20/tao-of-physic-6/</link>
		<comments>http://www.kkooldesign.com/2010/11/20/tao-of-physic-6/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Nov 2010 01:23:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kkool</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Others]]></category>

		<category><![CDATA[เต๋าแห่งฟิสิกส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kkooldesign.com/?p=1521</guid>
		<description><![CDATA[ภาคที่ 2   มรรคาแห่งศาสนาตะวันออก
บทที่ 6  พุทธศาสนา
เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้วที่พุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักของเอเชียส่วนใหญ่ รวมทั้งประเทศในอินโดจีน ศรีลังกา เนปาล ธิเบต จีน เกาหลีและญี่ปุ่น เช่นเดียวกับศาสนาฮินดูในอินเดีย พุทธศาสนามีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตในทางสติปัญญาวัฒนธรรม และศิลปะของประเทศเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ส่วนที่แตกต่างไปจาก ฮินดู ก็คือ พุทธศาสนาเริ่มต้นจากเจ้าชายสิทธัตถะโคตมะ ผู้เป็นพระพุทธเจ้า “ในประวัติศาสตร์” เพียงพระองค์เดียว พระองค์ทรงพระชนม์ชีพอยู่ในอินเดียในตอนกลางของศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นยุคสมัยที่อัจฉริยะในทางจิตวิญญาณและปรัชญาเกิดขึ้นมากมายดังเช่น ขงจื๊อ และเหลาจื๊อในจีน ซาราธุสตระในเปอร์เซีย ปิทากอรัสและเฮราคลิตัสในกรีก 

ถ้าหากว่ากลิ่นอายของศาสนาฮินดูได้แก่เรื่องราวของ เทพและพิธีกรรมต่าง ๆ กลิ่นอายของพุทธศาสนาก็คือ จิตวิทยา พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสนพระทัยที่จะสนองตอบความใคร่รู้ของมนุษย์เกี่ยวกับกำเนิดของโลก ธรรมชาติของพระเจ้า หรือปัญหาในทำนองเดียวกันนี้ พระองค์ทรงมุ่งแก้ไขสภาพของมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์และความผิดหวัง ดังนั้น คำสอนของพระองค์จึงมิใช่คำสอนทางอภิปรัชญา แต่เป็นคำสอนเชิงจิตบำบัด พระองค์ทรงแสดงเหตุของความทุกข์และวิธีที่จะเอาชนะมัน โดยทรงนำเอาคำในวัฒนธรรมของอินเดีย เช่น มายา กรรม นิพพาน และอื่น ๆ มาใช้ โดยให้ความหมายใหม่ในเชิงจิตวิทยา
6.1  แยกออกเป็น 2  นิกาย
ภายหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="text-align: center; margin: 12px 0cm 0px;" align="center"><span style="font-family: Tahoma; color: #d60093;"><strong>ภาคที่ 2   มรรคาแห่งศาสนาตะวันออก</strong></span></p>
<h4><span lang="TH">บทที่ 6  พุทธศาสนา</span></h4>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้วที่พุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักของเอเชียส่วนใหญ่ รวมทั้งประเทศในอินโดจีน ศรีลังกา เนปาล ธิเบต จีน เกาหลีและญี่ปุ่น เช่นเดียวกับศาสนาฮินดูในอินเดีย พุทธศาสนามีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตในทางสติปัญญาวัฒนธรรม และศิลปะของประเทศเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ส่วนที่แตกต่างไปจาก ฮินดู ก็คือ พุทธศาสนาเริ่มต้นจากเจ้าชายสิทธัตถะโคตมะ ผู้เป็นพระพุทธเจ้า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">ในประวัติศาสตร์</span>” <span lang="TH">เพียงพระองค์เดียว พระองค์ทรงพระชนม์ชีพอยู่ในอินเดียในตอนกลางของศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นยุคสมัยที่อัจฉริยะในทางจิตวิญญาณและปรัชญาเกิดขึ้นมากมายดังเช่น ขงจื๊อ และเหลาจื๊อในจีน ซาราธุสตระในเปอร์เซีย ปิทากอรัสและเฮราคลิตัสในกรีก </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span id="more-1521"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ถ้าหากว่ากลิ่นอายของศาสนาฮินดูได้แก่เรื่องราวของ เทพและพิธีกรรมต่าง ๆ กลิ่นอายของพุทธศาสนาก็คือ จิตวิทยา พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสนพระทัยที่จะสนองตอบความใคร่รู้ของมนุษย์เกี่ยวกับกำเนิดของโลก ธรรมชาติของพระเจ้า หรือปัญหาในทำนองเดียวกันนี้ พระองค์ทรงมุ่งแก้ไขสภาพของมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์และความผิดหวัง ดังนั้น คำสอนของพระองค์จึงมิใช่คำสอนทางอภิปรัชญา แต่เป็นคำสอนเชิงจิตบำบัด พระองค์ทรงแสดงเหตุของความทุกข์และวิธีที่จะเอาชนะมัน โดยทรงนำเอาคำในวัฒนธรรมของอินเดีย เช่น มายา กรรม นิพพาน และอื่น ๆ มาใช้ โดยให้ความหมายใหม่ในเชิงจิตวิทยา</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 6pt 0cm;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New; color: blue;">6.1  แยกออกเป็น 2  นิกาย</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ภายหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า พุทธศาสนาได้แยกออกเป็นสองนิกาย คือหินยานและมหายาน นิกายหินยานหรือยานเล็ก เป็นนิกายดั้งเดิมซึ่งยึดถือคำสอนในพระคัมภีร์เป็นหลัก ส่วนมหายานหรือยานใหญ่นั้น มีทัศนะซึ่งยืดหยุ่นกว่า โดยเชื่อว่าเจตนารมณ์ของคำสอนสำคัญมากกว่าพระคัมภีร์ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">นิกายหินยานตั้งมั่นลงในศรีลังกา พม่า และไทย ส่วนมหายานได้แพร่ขยายไปในเนปาล ธิเบต จีน และญี่ปุ่น ทั้งได้กลายเป็นนิกายสำคัญ ในอินเดียเองพุทธศาสนาได้ถูกกลืนหลังพุทธปรินิพพานโดยศาสนาฮินดู ซึ่งมีลักษณะยืดหยุ่นและรวบรวมทุกสิ่ง และในที่สุดพระพุทธเจ้าก็กลายเป็นปางหนึ่งของอวตารแห่งวิษณุเทพ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">เมื่อพุทธศาสนาแบบมหายานแพร่ไปทั่วเอเชียก็ได้สัมผัสประชาชนในหลายวัฒนธรรมหลายจิตใจ ประชาชนได้ตีความหลักคำสอนของพุทธศาสนาจากทัศนะเดิมของตน หยิบเอาคำสอนที่ลึกซึ้งหลายส่วนมาต่อเติมในรายละเอียดอย่างประณีตบรรจง โดยได้รวมเอาความคิดของตนเข้าไว้ด้วย ในลักษณะเช่นนี้เองที่พุทธศาสนาได้รับการรักษาสืบทอดอย่างมีชีวิตชีวาตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา และได้พัฒนาปรัชญาซึ่งละเอียดลออเป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันก็ยังคงความลึกซึ้งในเชิงจิตวิทยาไว้ด้วย </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">แม้ว่าข้อปรัชญาเหล่านี้จะมีความสูงส่งในทางสติปัญญามากก็ตาม เช่นเดียวกับศาสนาตะวันออกอื่น ๆ พุทธศาสนาแบบมหายานก็ไม่เคยลุ่มหลงในความเชิงเก็งความจริงในเรื่องธรรมะ ปัญญาเป็นแต่เพียงการตระเตรียมหนทางสำหรับประสบการณ์โดยตรงต่อสัจจะ ซึ่งชาวพุทธเรียกว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">การตื่น</span>” <span lang="TH">แก่นแท้ของประสบการณ์นี้ก็คือ อยู่เหนือโลกแห่งการแบ่งแยกและโลกแห่งสิ่งที่เป็นของตรงกันข้ามในความนึกสู่โลกแห่ง อจินไตย ซึ่งไม่อาจคิดคำนึงถึงได้ ณ ที่นั้นสัจจะปรากฏเป็นความไม่แบ่งแยกแตกต่างแห่ง </span>“<span lang="TH">ความเป็นเช่นนั้นเอง</span>” <span lang="TH">(</span>Suchness<span lang="TH">)</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">นี่เป็นประสบการณ์ที่เจ้าชายสิทธัตถะแห่งวงศ์โคตมะได้รับในคืนหนึ่ง หลังจากการปฏิบัติธรรมอย่างพากเพียรในป่าเป็นเวลาถึงเจ็ดปี ในขณะที่ทรงประทับนั่งอยู่ในสมาธิภาวนาอันลึกซึ้งใต้ต้นโพธิ์ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">– <span lang="TH">ต้นไม้แห่งการตรัสรู้ พระองค์ทรงบรรลุความรู้อันกระจ่างชัดซึ่งขจัดความกังขาและเป็นจุดหมายแห่งกายแสวงหาของพระองค์ได้ ในการตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์เป็นเลิศนี้ได้กระทำให้พระองค์กลายเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งมีความหมายว่า </span>“<span lang="TH">ผู้ตื่นอย่างสมบูรณ์</span>” <span lang="TH">สำหรับ โลกตะวันออกแล้ว พระพุทธรูปปางสมาธิถือเป็นรูปเคารพที่สำคัญ พอ ๆ กับรูปพระเยซูบนไม้กางเขนสำหรับชาวตะวันตก และได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินนับจำนวนไม่ถ้วนทั่วทั่งเอเชียในการสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิที่งดงามยิ่ง </span></span></p>
<h2 style="text-align: left; margin-bottom: 12pt;"><span style="color: #0000ff;"><strong><span lang="TH">6.2  อริยสัจสี่</span></strong></span></h2>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ตามพุทธประวัตินั้น พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันแขวงเมืองพาราณสีทันทีหลังการตรัสรู้ของพระองค์ เพื่อเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ พระองค์ทรงแสดงหลักอริยสัจสี่ ซึ่งสรุปแก่นคำสอนของพระองค์ในลักษณะเดียวกับที่แพทย์กระทำในการรักษาผู้ป่วย คือประการแรก ค้นหาสมุฏฐานโรคของมนุษย์จากนั้นก็ยืนยันว่าความเจ็บป่วยนั้นสามารถรักษาให้หายได้ และท้ายที่สุดก็ประกอบยาให้รับประทาน </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">อริยสัจข้อแรก แสดงลักษณะสภาวะของมนุษย์ อันได้แก่ ทุกข์ คือความทุกข์ทนและความผิดหวัง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจากเราไม่ยอมรับความจริงของชีวิตที่ว่า สรรพสิ่งรอบตัวเราล้วนไม่เที่ยงและเปลี่ยนแปลงไป พระพุทธเจ้าตรัสว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">สรรพสิ่งย่อมเกิดขึ้นและดับไป</span>” <sup><span style="color: red;">(1)</span></sup><span lang="TH"> </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ความคิดที่ว่า ธรรมชาติมีลักษณะเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงนับเป็นรากฐานของพุทธศาสนา ในทัศนะของชาวพุทธ ความทุกข์เกิดขึ้นเมื่อเราต้านกระแสของชีวิตและพยายามยึดเหนี่ยวเอารูปลักษณ์อันใดอันหนึ่งอย่างตายตัว ทั้งที่ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นมายา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ เหตุการณ์ บุคคล หรือความคิดก็ตาม คำสอนเรื่องความไม่เที่ยง รวมไปถึงความคิดที่ว่าไม่มีตัวตน ไม่มีอัตตาซึ่งเที่ยงแท้ถาวรเป็นผู้รับรู้ประสบการณ์ทั้งหลายของเรา</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">พุทธศาสนาถือว่าความคิดเรื่องอัตตาของปัจเจกบุคคลเป็นเพียงภาพลวง เป็นอีกรูปหนึ่งของมายา เป็นความคิดนึกที่เฉลียวฉลาดแต่หาความจริงไม่ได้ การยึดติดกับความคิดนี้นำไปสู่ความพลาดหวังเช่นเดียวกับการยึดติดกับความคิดลักษณะอื่น ๆ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">อริยสัจข้อที่สอง กล่าวถึงสาเหตุแห่งความทุกข์ คือ ตัณหา ความยึดอยาก การจับฉวยเอาด้วยความอยาก การไขว่คว้าอย่างไร้ประโยชน์ของชีวิตอันเนื่องมาจากทัศนะที่ผิดซึ่งเรียกว่า อวิชชา หรือความไม่รู้ จากอวิชชาเราได้แบ่งโลกซึ่งเรารับรู้ออกเป็นปัจเจกชนและสิ่งต่าง ๆ ที่แยกจากกัน ดังนั้นจึงพยายามที่จะจำกัดขอบเขตของสัจจะซึ่งมีลักษณะเลื่อนไหล ให้อยู่ลักษณะคงที่ตามที่จิตในของเราสร้างขึ้น ตราบเท่าที่ทัศนะเช่นนี้ยังคงอยู่เราก็ตกอยู่ภายใต้ความทุกข์ทนวนเวียน เมื่อเราพยายามที่จะยึดอยู่กับสิ่งซึ่งเราเห็นว่ามั่นคงและเที่ยงแท้ ทั้งที่จริงมันเป็นสิ่งคงอยู่ชั่วครั้งชั่วคราวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราก็ถูกจับอยู่ในวังวนซึ่งทุก ๆ การกระทำก่อให้เกิดการกระทำต่อไปอีก และคำตอบต่อทุกคำถามแฝงไว้ด้วย คำถามใหม่ วังวนอันนี้ในพุทธศาสนาเรียกว่า สังสารวัฏ วังวนแห่งการเกิดและการตาย ถูกผลักดันให้หมุนไปโดย กรรม ลูกโซ่แห่งเหตุและผลอันไม่รู้จบ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">อริยสัจข้อที่สาม กล่าวว่าความทุกข์ความพลาดหวังอาจทำให้หมดไปได้เป็นไปได้ที่เราจะก้าวพ้นวังวนแห่งสังสารวัฏ หลุดพ้นจากกรรมและลุถึงภาวะแห่งความหลุดพ้นที่เรียกว่า นิพพาน ในภาวะนิพพาน ความคิดที่ผิดพลาดในเรื่องตัวตนซึ่งเป็นเอกเทศได้มลายไป และความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพชีพปรากฏขึ้นอย่างคงที่ในความรับรู้ นิพพานเทียบเท่ากับโมกษะในปรัชญาฮินดู เป็นภาวะการรับรู้ที่ไปพ้นปัญญาอย่างสามัญ และท้าทายต่อคำอธิบายอีกมากมาย การบรรลุนิพพานคือการบรรลุถึงความตื่นหรือพุทธภาวะ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">อริยสัจข้อที่สี่ คือ โอสถของพระพุทธเจ้าซึ่งใช้บำบัดรักษาความทุกข์ทั้งมวล นั่นคือ อริยมรรคมีองค์แปด หนทางแห่งการพัฒนาตนเองสู่พุทธภาวะ องค์มรรคสองแรกคือสัมมาทิฐิและสัมมาสังกัปปะ นั่นคือญาณทัสนะที่กระจ่างชัด ส่องเข้าไปภายในสภาวะของมนุษย์ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็น องค์มรรคสี่ข้อต่อมาเป็นเรื่องการกระทำที่ถูกต้อง อันประกอบขึ้นเป็นวินัยของวิถีชีวิตของชาวพุทธ เป็นทางสายกลางระหว่างทางสุดโต่งสองสาย องค์มรรคสองข้อสุดท้าย คือ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ ในตอนท้ายได้บรรยายถึงประสบการณ์โดยตรงต่อสัจจะ ซึ่งเป็นเป้าหมายสุดท้ายของมนุษย์</span></p>
<h2 style="text-align: left; margin-bottom: 12pt;"><span style="color: #0000ff;"><strong><span lang="TH">6.3  ตถตา ความเป็นเช่นนั้นเอง</span></strong></span></h2>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">พระพุทธเจ้ามิได้ทรงพัฒนาหลักธรรมของพระองค์ให้เป็นหลักปรัชญาที่ตายตัว แต่ทรงถือเป็นหนทางสำหรับการตรัสรู้ คำสอนของพระองค์เกี่ยวกับโลกได้เน้นให้เห็นความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง พระองค์ยังทรงย้ำถึงการเป็นอิสระจากผู้สอนธรรมซึ่งรวมทั้งพระองค์เองด้วย โดยตรัสว่าพระองค์เพียงชี้ทางไปสู่พุทธภาวะและปัจเจกชนแต่ละคนต้องเดินไปสู่จุดหมายด้วยความพยายามของตนเอง ปัจฉิมโอวาทของพระองค์ก่อนปรินิพพานแสดงให้เห็นลักษณะสำคัญของทัศนะต่อโลกของพระองค์ และความเป็นครูซึ่งมีจนวาระสุดท้าย พระพุทธเจ้าทรงตรัสเป็นครั้งสุดท้ายว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงทำกิจให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท</span>” <sup><span style="color: red;">(2)</span></sup><span lang="TH"> </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในสองสามศตวรรษแรกหลังพุทธปรินิพพาน ได้มีมหาสังคายนาหลายครั้งโดยพระเถระชั้นนำในสมัยนั้นได้มาประชุมกันจัดทบทวนวางหลักคำสอนให้แน่นอนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในมหาสังคายนาครั้งที่สี่ที่เกาะลังกา (ศรีสังกา) ศตวรรษแรกของคริสตกาล หลักธรรมที่เคยสืบทอดกันมาด้วยปากก็ได้ถูกบันทึกลงเป็นตัวอักษรเป็นครั้งแรกในภาษาบาลี รู้จักกันในนามพระไตรปิฎกฉบับบาลี และเป็นรากฐานของนิกายหินยาน </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ในทางตรงกันข้าม นิกายมหายานได้มีรากฐานอยู่บนพระสูตรจำนวนหนึ่ง บันทึกด้วยภาษาสันสกฤต ในราวหนึ่งร้อยถึงสองร้อยปีต่อมา บรรจุคำสอนของพระพุทธองค์ได้อย่างประณีตบรรจงและลึกซึ้งกว่าพระไตรปิฏกบาลี </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">นิกายมหายานเรียกตนเองว่ายานใหญ่ (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">The Great Vehicle<span lang="TH">) เพราะได้เสนอวิธีการ หรือ </span>“<span lang="TH">วิธีปฏิบัติด้วยความชำนิชำนาญ</span>” <span lang="TH">เพื่อบรรลุถึงพุทธภาวะมากมากหลายวิธีแก่ผู้รับคำสอนของตน คำสอนเหล่านี้แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ที่เน้นความศรัทธาในคำสอนของพระพุทธองค์ จนกระทั่งถึงหลักปรัชญาที่ละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งมีแนวคิดที่เข้ามาใกล้แนวคิดทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เป็นอย่างมาก </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">บุคคลแรกที่อธิบายหลักคำสอนตามแนวมหายานและเป็นนักคิดที่ลึกซึ้งที่สุดผู้หนึ่งในหมู่พระเถระของพุทธศาสนาก็คือท่านอัศวโฆษา (</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">Ashvaghosha) <span lang="TH">ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษแรกของคริสตกาล ท่านได้อธิบายแนวความคิดพื้นฐานของพุทธศาสนาแบบมหายาน โดยเฉพาะในหลักธรรมเรื่อง </span>“<span lang="TH">ความเป็นเช่นนั้นเอง</span>” <span lang="TH">ในหนังสือเล่มเล็ก ๆ ชื่อ </span>“<span lang="TH">การตื่นขึ้นของศรัทธา</span>” (The Awakdning of Faith) <span lang="TH">เป็นคัมภีร์ที่ใช้ภาษาซึ่งสละสลวยมากและเข้าใจง่าย คัมภีร์เล่มนี้คล้ายกับคัมภีร์ภควัทคีตาในหลาย ๆ เรื่อง เป็นคัมภีร์เล่มแรกซึ่งถือว่าแสดงหลักธรรมของมหายานและยอมรับกันว่าเป็นคัมภีร์หลักของทุกนิกายของพุทธศาสนาแบบมหายาน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ท่านอัศวโฆษาอาจจะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อท่านนาคารชุน นักปรัชญาของมหายานซึ่งทรงภูมิปัญญาที่สุด ท่านนาคารชุนได้ใช้วิธีวิเคราะห์เหตุและผล อย่างละเอียดลออในการแสดงข้อจำกัดของความคิดทั้งมวลเกี่ยวกับสัจจะ ท่านได้หักล้างข้อโต้แย้งทางอภิปรัชญาในยุคของท่านได้อย่างชาญฉลาดและได้แสดงให้เห็นว่า โดยปรมัตถ์แล้ว สัจจะมิใช่เป็นสิ่งที่จับฉวยเอาได้ด้วยความคิด ดังนั้นท่านจึงเรียกสัจจะนั้นว่า สุญตา </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">– <span lang="TH">ความว่าง ซึ่งมีความหมายตรงกันกับคำว่า </span>“<span lang="TH">ตถตา</span>” <span lang="TH">หรือ </span>“<span lang="TH">ความเป็นเช่นนั้นเอง</span>” <span lang="TH">ของท่านอัศวโฆษา เมื่อระลึกได้ถึงความไร้สาระของความคิดนึก เราจะประจักษ์สัจจะแห่งความเป็นเช่นนั้นเอง</span></span></p>
<h2 style="text-align: left; margin-bottom: 12pt;"><strong><span style="color: #0000ff;"><span lang="TH">6.4  เมตตาและกรุณา</span></span></strong></h2>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คำสอนของท่านนาคารชุนที่ว่า ธรรมชาติแท้ของสัจจะคือความว่างนั้น มิได้หมายถึงความสาบสูญอย่างที่เข้าใจกันเพียงแต่ว่าหมายความว่าความคิดทุกชนิดเกี่ยวกับสัจจะที่จิตใจของมนุษย์สร้างขึ้น โดยแท้จริงเป็นสิ่งว่างเปล่า สัจจะหรือความว่างเปล่า มิใช่ภาวะแห่งความไม่มีอะไรแต่กลับเป็นแหล่งกำเนิดของทุกชีวิตและเป็นแก่นแท้ของรูปลักษณ์ทั้งมวล </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ทัศนะของพระพุทธศาสนาแบบมหายานดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น สะท้อนถึงด้านที่เป็นปัญญาและการคำนึงคำนวณ อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงด้านเดียวของพุทธศาสนา อีกด้านหนึ่งซึ่งเสริมกันคือ ด้านของศรัทราเมตตาและกรุณา ปัญญาญาณแห่งการตรัสรู้ที่แท้จริง (โพธิ) ย่อมประกอบด้วยคุณลักษณะสองประการซึ่ง ดี.ที. สึซึกิ เรียกว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">“<span lang="TH">สองเสาหลักซึ่งรองรับมหาวิหารแห่งพุทธศาสนา</span>” <span lang="TH">นั่นคือปัญญาญาณทัศนะซึ่งไปพ้นความรู้จากการนึกคิดอย่างสามัญ และ กรุณาความรักและความปรารถนาจะช่วยผู้อื่น </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">ประการต่อมาในพุทธศาสนาแบบมหายานนั้นมิได้อธิบายธรรมชาติแท้ของสรรพสิ่งด้วยเพียงคำว่าความเป็นเช่นนั้นเองและความว่างเท่านั้น แต่ยังใช้คำว่าธรรมกาย-กายแห่งสภาวะซึ่งหมายถึงสัจจะในสภาพที่ปรากฏแก่ชาวพุทธในขณะที่ปฏิบัติธรรม ธรรมกายมีความหมายคล้ายคลึงกับพรหมันในศาสนาฮินดู สิ่งนี้แทรกซึมอยู่ในทุกสิ่งในจักรวาล และในจิตใจมนุษย์ในรูปของ โพธิ-ปัญญาแห่งการตรัสรู้ ดังนั้นจึงเป็นทั้งจิตใจและวัตถุในขณะเดียวกัน </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">คำสอนที่มุ่งเน้นให้เมตตาและกรุณาเป็นส่วนประกอบสำคัญของปัญญา ได้แสดงออกอย่างสูงสุดในอุดมคติแห่งพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนาแบบมหายาน พระโพธิสัตว์คือผู้ที่ได้วิวัฒน์มาในสภาวะที่สูงส่งพร้อมที่จะเข้าสู่พุทธภาวะ ทว่าไม่ยอมตรัสรู้โดยลำพังตน แต่ได้อุทิศตนกับการช่วยเหลือผู้อื่นให้เข้าสู่พุทธภาวะก่อนที่ตนเองจะได้เข้าสู่นิพพาน ต้นกำเนิดของความคิดนี้ตั้งอยู่บนการตัดสินพระทัยของพระพุทธองค์ที่จะไม่เข้าสู่นิพพานแต่จะกลับมาสู่โลกเพื่อแสดงหนทางสู่ความหลุดพ้นแก่เพื่อนมนุษย์</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; margin: 6pt 0cm;"><span style="font-size: 14pt; font-family: Cordia New;">อ
